ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Lexar Muse SSD ความบางไม่ถึง 4 มม. แลกมาด้วยสายเคเบิลเฉพาะ

Lexar เปิดตัว Muse พกพาความจุ 512GB และ 1TB บางเพียง 3.8 มม. พร้อมความเร็วอ่านสูงสุด 1,050MB/s แต่อาศัยสาย SnapLink แม่เหล็กพิเศษแทนพอร์ต USB-C ทั่วไป

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
04 Sep 2026ที่มา: The Verge2 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
Lexar Muse SSD ความบางไม่ถึง 4 มม. แลกมาด้วยสายเคเบิลเฉพาะ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • Lexar Muse เป็น SSD พกพาความบางเฉียบไม่ถึง 4 มม. เปิดตัวในงาน IFA 2026
  • มีความหนาจุดกึ่งกลาง 3.8 มม. และบางเพียง 1 มม. ที่ขอบตัวเครื่อง
  • ความเร็วในการอ่านสูงสุด 1,050MB/s และเขียน 1,000MB/s
  • ต้องใช้งานร่วมกับสาย SnapLink แบบแม่เหล็กเฉพาะของ Lexar ไม่มีพอร์ต USB-C ปกติ

ตลาดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพาเตรียมพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ เมื่อ Lexar แบรนด์ผู้ผลิตหน่วยความจำชื่อดัง ตัดสินใจเดินตามรอยบริษัทอย่าง Xteink ด้วยการถอดพอร์ต USB-C แบบมาตรฐานออก เพื่อแลกกับความบางเฉียบขั้นสุดในผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุดที่เปิดเผยรายละเอียดในงาน IFA 2026 โดยอุปกรณ์ชิ้นนี้มีชื่อว่า Lexar Muse Ultra-Slim Portable SSD ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการความคล่องตัวสูงสุดและไม่เกี่ยงหากต้องใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมเฉพาะตัว

ความโดดเด่นที่สุดของ Lexar Muse คือรูปร่างที่บางเฉียบ โดยบริเวณจุดที่หนาที่สุดตรงกึ่งกลางตัวเครื่องวัดความหนาได้เพียง 3.8 มิลลิเมตรเท่านั้น และยังเรียวบางลดลงเหลือเพียง 1 มิลลิเมตรบริเวณขอบเครื่อง ความสำเร็จด้านวิศวกรรมนี้เกิดขึ้นได้จากการใช้เทคโนโลยีการซ้อนชิป NAND ความหนาแน่นสูง ผสานกับสถาปัตยกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) แบบบางพิเศษที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ

3.8 มม.ความหนาสุดที่กึ่งกลาง
1,050 MB/sความเร็วในการอ่านสูงสุด

ในด้านประสิทธิภาพการทำงาน Lexar Muse ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้ SSD ขนาดปกติ โดยมีความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงสุดถึง 1,050MB/s และความเร็วในการเขียนสูงสุด 1,000MB/s ซึ่งมากเพียงพอสำหรับการบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K ในรูปแบบ Apple ProRes ที่ระดับสูงสุด 120 เฟรมต่อวินาที เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนที่รองรับ

external ssd storage drive tech device

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

อย่างไรก็ตาม ความบางเฉียบนี้แลกมาด้วยข้อจำกัดสำคัญ นั่นคือการไม่มีพอร์ต USB-C ทั่วไป ผู้ใช้งานจำเป็นต้องพึ่งพาสายเคเบิลแม่เหล็กแบบเฉพาะตัวที่เรียกว่า SnapLink ซึ่งจะยึดติดกับขั้วต่อ pogo-pin ด้านข้างตัวไดรฟ์อย่างแน่นหนา แม้จะยังไม่มีการระบุตัวเลขแรงดึงดูดของแม่เหล็กอย่างเป็นทางการ แต่รูปแบบการเชื่อมต่อลักษณะนี้ก็เพิ่มความเสี่ยงที่สายอาจหลุดออกโดยไม่ตั้งใจระหว่างกำลังโอนย้ายไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ นอกจากนี้ หากต้องการนำไปใช้งานบันทึกวิดีโอบนโทรศัพท์มือถือ ผู้ใช้ยังต้องสวมเคสแม่เหล็กที่แถมมาด้วยเพื่อยึดติดกับด้านหลังตัวเครื่อง ซึ่งจะทำให้ความหนารวมเพิ่มขึ้นมาพอสมควร

การละทิ้งพอร์ตมาตรฐานอย่าง USB-C เพื่อแลกกับความบางถือเป็นแนวทางที่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เริ่มนำมาใช้มากขึ้นเพื่อเจาะกลุ่มตลาดครีเอเตอร์สายมือถือที่ต้องการความคล่องตัวในการถ่ายทำวิดีโอความละเอียดสูงนอกสถานที่ แต่ในมุมมองด้านความเข้ากันได้ (Compatibility) การใช้สายเคเบิลหรือหัวต่อแบบกรรมสิทธิ์ (Proprietary) มักสร้างอุปสรรคให้ผู้ใช้งานเมื่อเกิดความเสียหายหรือสูญหาย เนื่องจากไม่สามารถหาซื้อสายทั่วไปมาทดแทนได้ทันที

ที่มา: The Verge

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้