นอร์เวย์เล็งคุมแว่นอัจฉริยะ จ่อแบนระบบจดจำใบหน้าในที่สาธารณะ
รัฐบาลนอร์เวย์เตรียมออกกฎคุมเข้มแว่นอัจฉริยะติดกล้อง หวังสกัดการละเมิดความเป็นส่วนตัวและการแอบถ่าย โดย คารีอันเนอ ตุง รมว.ดิจิทัล แถลงเมื่อ 25 ส.ค.

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- รัฐบาลนอร์เวย์เตรียมออกกฎหมายคุมเข้มแว่นอัจฉริยะและอุปกรณ์สวมใส่ติดกล้อง
- เล็งแบนการใช้ระบบจดจำใบหน้าในที่สาธารณะเพื่อป้องกันการสอดส่องและแอบถ่าย
- ออสเตรเลียออกคำแนะนำให้แว่นอัจฉริยะต้องเบลอใบหน้าอัตโนมัติและมีไฟแจ้งเตือน
- งานวิจัยเผยคลิปจากแว่นอัจฉริยะกว่า 60% บนอินสตาแกรมเข้าข่ายพฤติกรรมคุกคาม
รัฐบาลนอร์เวย์กำลังเดินหน้ายกระดับการควบคุมอุปกรณ์สวมใส่ที่ติดตั้งกล้องและไมโครโฟน เช่น แว่นตาอัจฉริยะ ให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับประเด็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว และพฤติกรรมการแอบบันทึกภาพผู้อื่นในพื้นที่สาธารณะโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา คารีอันเนอ ตุง (Karianne Tung) รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลและการบริหารภาครัฐของนอร์เวย์ ได้ออกมาแถลงการณ์ระบุว่า ทางรัฐบาลเตรียมที่จะจัดระเบียบและกำกับดูแลอุปกรณ์เหล่านี้ให้เข้มงวดกว่าเดิม พร้อมทั้งกำลังพิจารณามาตรการขั้นเด็ดขาดในการห้ามใช้งานระบบจดจำใบหน้าเพื่อระบุตัวตนผู้อื่นในที่สาธารณะ
รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ปัญญาประดิษฐ์จะถูกนำมาบูรณาการเข้ากับกล้องและไมโครโฟนที่ซ่อนอยู่ตามข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แว่นตา หูฟัง หรือแม้แต่หมวก พร้อมกับเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือสอดส่องชีวิตส่วนตัวของประชาชน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวในขณะนี้ยังเป็นเพียงการประกาศทิศทางนโยบายและยกตัวอย่างแนวทางที่เป็นไปได้เท่านั้น ยังไม่ใช่ตัวบทกฎหมายที่สมบูรณ์ โดยทางนอร์เวย์ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาหรือร่างกฎหมายออกมาอย่างเป็นทางการ ขณะที่ทางด้าน คารีอันเนอ ตุง เผยว่าจะมีการแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่รัฐบาลในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมทั้งขอให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจัดทำแนวปฏิบัติของตนเองมารองรับไว้ก่อนในระหว่างที่กระบวนการยกร่างกฎหมายยังคงดำเนินอยู่
ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลนอร์เวย์สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันระดับโลกที่กำลังถาโถมใส่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีผู้ผลิตอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ เช่น เมตาและสแนป เนื่องจากการผสานรวมกันระหว่างกล้องขนาดเล็ก AI และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้เส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ส่วน
อุปกรณ์ที่ตกอยู่ในเป้าหมายของการพิจารณาครั้งนี้ ได้แก่ แว่นตาติดกล้องจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง เมตา (Meta) และสแนป (Snap) ซึ่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้และมีแนวโน้มที่จะถูกพัฒนาให้ใส่ฟีเจอร์จดจำใบหน้าเพิ่มเข้ามาในอนาคตอันใกล้นี้
ทางด้าน ฟินน์ ลุตซาว-โฮล์ม เมียร์สตัด (Finn Lützow-Holm Myrstad) หัวหน้าฝ่ายนโยบายดิจิทัลของสภาผู้บริโภคนอร์เวย์ ได้ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการเคลื่อนไหวของรัฐบาล แต่ก็มองว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอ โดยได้ออกมาเรียกร้องให้ร้านค้าปลีกทำการถอดแว่นอัจฉริยะออกจากชั้นวางสินค้าไปก่อน จนกว่าสถานะทางกฎหมายจะมีความชัดเจน พร้อมกับชี้ว่าการแบนเฉพาะระบบจดจำใบหน้ายังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการแอบถ่ายได้ทั้งหมด และตัวอุปกรณ์เองก็ยังคงมีช่องโหว่ให้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้เสมอ
ความกังวลในเรื่องนี้ยังมีงานวิจัยออกมารองรับ โดยมหาวิทยาลัยซิดนีย์ได้เผยแพร่ผลการศึกษาที่ทำการวิเคราะห์คลิปวิดีโอบนแพลตฟอร์มอินสตาแกรม (Instagram) ที่เปิดเป็นสาธารณะจำนวน 350 คลิปจากทั่วโลก ซึ่งพบพฤติกรรมที่เรียกว่า ambient capture หรือการที่ผู้ชายใช้แว่นอัจฉริยะแอบบันทึกภาพผู้หญิงในสถานที่ทั่วไปแล้วนำไปโพสต์เผยแพร่ โดยผลการศึกษาพบว่าราว 60 เปอร์เซ็นต์ของคลิปที่นำมาศึกษามีพฤติกรรมเข้าข่ายการคุกคาม และ 43 เปอร์เซ็นต์มีผู้หญิงตกเป็นเป้าของความคิดเห็นเชิงดูหมิ่น แถมบางรายยังถูกระบุตัวตนและถูกเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลออกไปอีกด้วย แม้ว่างานวิจัยชิ้นนี้จะยังอยู่ในสถานะ preprint และยังไม่ผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิก็ตาม
ในส่วนของความเคลื่อนไหวจากฝั่งหน่วยงานต่างประเทศ คณะกรรมาธิการความปลอดภัยออนไลน์ของออสเตรเลีย (eSafety Commissioner) ได้ออกคำแนะนำถึงภาคอุตสาหกรรมไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดให้แว่นอัจฉริยะต้องทำการเบลอใบหน้าของบุคคลที่ถูกบันทึกภาพโดยอัตโนมัติหากบุคคลนั้นไม่ได้ให้ความยินยอม พร้อมทั้งต้องมีสัญญาณแจ้งเตือนขณะทำการบันทึกวิดีโอที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งรวมถึงสัญญาณไฟแสดงสถานะการบันทึกที่ไม่สามารถปิดหรือหาอะไรมาบดบังได้ แต่ทางรัฐบาลออสเตรเลียก็ระบุชัดเจนว่าการหารือดังกล่าวไม่ได้รวมถึงมาตรการห้ามนำเข้าอุปกรณ์แต่อย่างใด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ขณะที่บริษัทผู้ผลิตอย่างเมตา ก็ได้ขยับตัวในด้านมาตรการทางเทคนิคเช่นเดียวกัน โดยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2026 ทางบริษัทได้ปล่อยอัปเดตซอฟต์แวร์สำหรับแว่นตา Ray-Ban Meta, Oakley Meta และ Meta AI glasses ซึ่งระบบจะทำการหยุดการบันทึกภาพและวิดีโอทันทีหากมีการตรวจพบการบดบังไฟแสดงสถานะการบันทึก เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ที่ผู้ใช้งานมักจะใช้นิ้วหรือเทปปิดทับไฟสถานะหลังจากเริ่มบันทึกภาพไปแล้ว
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น