ผลสำรวจสหรัฐฯ เผย 50.5% ชี้ความสัมพันธ์ AI นับเป็นการนอกใจ
ผลสำรวจผู้ใหญ่สหรัฐฯ 2,150 คน ระบุเกินครึ่งมองการมีความสัมพันธ์โรแมนติกกับ AI คือการนอกใจ ขณะที่ผู้ใช้จริงและผู้มีประสบการณ์ให้ความเห็นเข้มงวดที่สุด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ชาวอเมริกัน 50.5% มองว่าการมีความสัมพันธ์โรแมนติกหรือทางเพศกับ AI นับเป็นการนอกใจ
- ผลสำรวจจากผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ 2,150 คน จัดทำโดย AI Girlfriend Coach ผ่าน SurveyMonkey Audience ในเดือนสิงหาคม 2026
- ผู้ตอบแบบสอบถามที่แต่งงานหรือหมั้นแล้วมีอัตราการเคยใช้แอปแฟน AI สูงกว่าคนโสดเกือบเท่าตัว
- ผู้ที่มีประสบการณ์ใช้งานจริงกลับมีความเห็นที่เข้มงวดต่อพฤติกรรมนี้มากกว่าผู้ที่ไม่เคยใช้งาน
ผลการสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ชาวอเมริกันผู้ใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็น 50.5% ระบุว่าความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกหรือทางเพศที่คู่รักของตนมีให้กับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถนับเป็นการนอกใจได้ โดยข้อมูลดังกล่าวมาจากผลสำรวจเรื่องความสัมพันธ์กับ AI ซึ่งเก็บรวบรวมจากผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2,150 คน ผ่านทาง SurveyMonkey Audience ระหว่างวันที่ 26 และ 27 สิงหาคม 2026 และได้รับการวิเคราะห์จากกลุ่มตัวอย่าง 1,709 คนหลังผ่านการคัดกรองคุณภาพ
ประเด็นความสัมพันธ์กับ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เนื่องจากคู่หู AI ยุคใหม่มีความสามารถในการหยอกล้อ จดจำเรื่องราวที่พูดคุยกันเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วหยิบยกขึ้นมาพูดเองโดยไม่ต้องกระตุ้น สามารถรักษาความสัมพันธ์ต่อเนื่องยาวนานหลายเดือน และจำลองความใกล้ชิดได้อย่างแนบเนียนจนทำให้ผู้ใช้บางรายถึงกับแสดงอาการโศกเศร้าเมื่อระบบถูกปิดตัวลง แตกต่างจากสื่อสำหรับผู้ใหญ่หรือตัวละครในเรื่องแต่งทั่วไป เพราะ AI สามารถตอบสนองต่อผู้ใช้งานเฉพาะเจาะจงและพัฒนาความสัมพันธ์ผ่านการปฏิสัมพันธ์แบบเรียลไทม์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
มาตรฐานการนอกใจแบบดั้งเดิมมักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถเผชิญหน้า ไม่พอใจ หรือบอกเลิกได้ แต่ความสัมพันธ์กับ AI กลับตัดบุคคลที่สามนั้นออกไป เหลือไว้เพียงความลับ ความผูกพันทางอารมณ์ เนื้อหาทางเพศ และสัดส่วนความใส่ใจที่ถูกปันไปยังพื้นที่ที่คู่รักมองไม่เห็น นักวิจัยด้านความสัมพันธ์มองว่าการนอกใจทางอารมณ์มีความเสียหายในตัวเองอยู่แล้ว และคู่หู AI ก็เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้พร้อมกับบันทึกการสนทนาและรูปภาพที่คล้ายคลึงกับการนอกใจแบบกายภาพ
ในมุมมองด้านกฎระเบียบ รัฐบาลหลายประเทศเริ่มตื่นตัวกับเทคโนโลยีนี้แล้ว เช่น กฎระเบียบเกี่ยวกับ AI เสมือนของจีนที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 15 กรกฎาคม 2026 รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับแชทบอทคู่หูในรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์กที่ออกมาในปีเดียวกัน โดยมุ่งเน้นไปที่เยาวชนและการเปิดเผยข้อมูล แต่สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในความสัมพันธ์ระดับคู่รักนั้น ยังคงเป็นภาระของแต่ละครัวเรือนที่ต้องหาทางรับมือด้วยตนเองเนื่องจากยังไม่มีบรรทัดฐานทางสังคมที่ชัดเจนรองรับ
การสำรวจยังลบล้างความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีนี้เกี่ยวข้องกับคนโสดเท่านั้น เนื่องจากผู้ตอบแบบสอบถามที่หมั้นหรือแต่งงานแล้วมีอัตราการเคยใช้งานแอปแฟนหนุ่มหรือแฟนสาว AI สูงถึง 30.7% ซึ่งสูงกว่ากลุ่มคนโสดที่มีเพียง 16.3% เกือบสองเท่า นอกจากนี้ อีก 21.2% ระบุว่าพวกเขาจะไม่ใช้คำว่านอกใจแต่จะรู้สึกไม่สบายใจหากคู่รักทำพฤติกรรมดังกล่าว ส่งผลให้สัดส่วนของผู้ที่ต้องการจำกัดขอบเขตพฤติกรรมนี้พุ่งสูงถึง 71.7% ในขณะที่มีเพียง 28.3% เท่านั้นที่มองข้ามประเด็นนี้เพราะเห็นว่า AI ไม่ใช่คนจริงๆ
"ความคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้กลับเชื่อมโยงกับการตัดสินที่รุนแรงมากขึ้น แทนที่จะเป็นการยอมรับที่ผ่อนปรนลง"
ผลสำรวจ AI Romance Survey
ความน่าสนใจยังอยู่ที่ประสบการณ์ใช้งาน โดยผู้ใช้งาน AI ในปัจจุบันมากถึง 80.6% มองว่านี่คือการนอกใจ ตามมาด้วยอดีตผู้เคยใช้งานที่ 60.2% และผู้ที่ไม่เคยลองใช้งานเลยอยู่ที่ 44.0% สะท้อนให้เห็นว่าความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้ไม่ได้ทำให้คนมองโลกในแง่ดีขึ้น แต่กลับทำให้เกิดการตัดสินที่เข้มงวดขึ้นเมื่อเข้าใจถึงระดับความผูกพันที่เกิดขึ้นจริง ในขณะเดียวกัน สาเหตุหลักที่ผู้คนหันมาใช้คู่หู AI ถึง 56.6% คือการต้องการคนพูดคุยหรือลดความรู้สึกเหงา มากกว่าเหตุผลด้านความโรแมนติกหรือเรื่องทางเพศที่มีเพียง 10.3% เท่านั้น
ที่มา: AI News
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น