Microsoft เผยข้อมูลสู้คดี Copilot ละเมิดลิขสิทธิ์ NYT
ไมโครซอฟท์ยื่นเอกสารทางกฎหมายระบุ บันทึกการสนทนาของ Copilot กว่า 8.2 ล้านครั้ง มีน้อยกว่า 1% ที่แสดงข้อความตรงกับบทความ NYT มากกว่า 16 คำ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Microsoft เผยข้อมูลจากบันทึกการสนทนา Copilot กว่า 8.2 ล้านรายการเพื่อสู้คดีลิขสิทธิ์
- พบว่ามีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ที่แสดงข้อความซ้ำกับเนื้อหาข่าวต้นฉบับเกิน 16 คำ
- บริษัทอ้างตัวเลขเหล่านี้เพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้เรื่องการใช้งานที่เป็นธรรม (Fair Use)
ไมโครซอฟท์ได้เปิดเผยเอกสารทางกฎหมายชุดใหม่ในการต่อสู้คดีลิขสิทธิ์ที่ถูกฟ้องร้องโดยสำนักข่าวชั้นนำอย่าง เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส (The New York Times) รวมถึงกลุ่มนักเขียน โดยระบุว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ Copilot แทบจะไม่เคยทำซ้ำประโยคเต็มจากบทความข่าวหรือหนังสือเลย นับประสาอะไรกับเนื้อหาใจความสำคัญที่จะสามารถนำมาใช้แทนที่ต้นฉบับได้
ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านบันทึกการสนทนาหรือแชทล็อกจำนวน 8.2 ล้านรายการ ซึ่งไมโครซอฟท์ได้มอบให้กับผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการว่าจ้างจากสำนักข่าวต่างๆ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีนี้ โดยทางบริษัทระบุว่าบันทึกเหล่านี้ถูกคัดเลือกมาอย่างเจาะจงเพื่อให้ครอบคลุมคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของสำนักข่าวที่เป็นโจทก์โดยตรง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นชุดข้อมูลที่มีโอกาสพบเนื้อหาต้นฉบับมากที่สุด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
จากการตรวจสอบผลลัพธ์ปรากฏว่า มีบันทึกการสนทนาจำนวน 59,545 รายการจากชุดข้อมูลทั้งหมดที่มีข้อความตรงกันอย่างน้อย 16 คำกับเนื้อหาข่าวที่ถูกนำมาใช้ฝึกฝนโมเดล AI นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์รายงานสืบสวนสอบสวน (Center for Investigative Reporting) ยังพบกรณีที่มีความทับซ้อนกันอย่างมีนัยสำคัญจำนวน 51 ครั้ง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญฝั่งกลุ่มนักเขียนพบว่าจากบทสนทนาทั้งหมด มีเพียง 24 การตอบกลับเท่านั้นที่มีคำตรงกันตั้งแต่ 30 คำขึ้นไป และมีหนังสือเพียง 10 เล่มจากทั้งหมด 212 เล่มที่ถูกประเมินว่ามีคำที่ตรงกันในระบบ
"hardly undermines the transformative purpose of LLM training."
Microsoft
การต่อสู้คดีในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อถียงสำคัญทางกฎหมายเทคโนโลยีระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์เนื้อหาและบริษัทพัฒนา AI โดยประเด็นเรื่อง Fair Use หรือการใช้งานที่เป็นธรรมมักพิจารณาจากวัตถุประสงค์ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูล (Transformative purpose) ว่าผลลัพธ์สุดท้ายก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แตกต่างจากต้นฉบับโดยสิ้นเชิงหรือไม่ การที่ไมโครซอฟท์นำสถิติอัตราการแสดงผลซ้ำที่ต่ำมากมาอ้างอิง จึงเป็นความพยายามในการแสดงให้ศาลเห็นว่า AI ไม่ได้ทำหน้าที่คัดลอกบทความเพื่อแย่งชิงยอดผู้เข้าชม
ทางด้านไมโครซอฟท์ยังคงเดินหน้าผลักดันให้ศาลมีคำพิพากษาสรุปย่อ (Summary judgement) เพื่อปิดคดีนี้ตั้งแต่ในขั้นตอนแรก ขณะที่ตัวแทนจากเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ศูนย์รายงานสืบสวนสอบสวน และสมาคมนักเขียน ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับตัวเลขสถิติที่ถูกเปิดเผยออกมาในครั้งนี้ โดยกระบวนการทางกฎหมายทั้งหมดถูกรวมพิจารณาภายใต้ผู้พิพากษาคนเดียวกันเพื่อให้คดีมีความกระชับขึ้น แม้ว่าทางฝั่งสำนักข่าวและนักเขียนจะคัดค้านการรวมคดีก็ตาม
ที่มา: The Verge
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น