โรคฉี่หนูภัยเงียบใกล้ตัว: ไม่ได้เกิดแค่น้ำท่วม สัตว์เลี้ยงก็ติดได้
เตือนภัยโรคฉี่หนูหรือเลปโตสไปรา ไม่ต้องลุยน้ำท่วมก็ติดได้จากดินโคลนชื้นแฉะและสัตว์เลี้ยงใกล้ตัว พร้อมอาการเตือนและวิธีป้องกันที่ถูกต้อง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เชื้อ Leptospira อยู่ในดินโคลน หญ้าเปียก และพุ่มไม้ชื้น ไม่จำกัดแค่พื้นที่น้ำท่วมขัง
- สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกือบทุกชนิด เช่น สุนัขและแมว เป็นพาหะขับเชื้อทางปัสสาวะได้
- สัตว์เลี้ยงที่เป็นพาหะไร้อาการจะขับเชื้อต่อเนื่องหลายเดือนโดยเจ้าไม่รู้ตัว
- อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ หากช้าอาจทำลายตับและไตจนถึงขั้นเสียชีวิต
เมื่อพูดถึงโรคฉี่หนูหรือเลปโตสไปซิส (Leptospirosis) หลายคนมักนึกภาพเหตุการณ์น้ำท่วมขังสูง แต่ในความเป็นจริงแล้ว แบคทีเรียเลปโตสไปรา (Leptospira) สามารถเจริญเติบโตและมีชีวิตอยู่ได้นานหลายสัปดาห์ในสภาพแวดล้อมที่ชื้นแฉะทั่วไปใกล้ตัว เช่น ดินโคลน พุ่มไม้ หญ้าเปียก หรือกองใบไม้ร่วงหลังบ้าน แค่การเดินผ่านบริเวณเหล่านี้ด้วยเท้าเปล่าหรือทำสวนก็เสี่ยงติดเชื้อได้แล้ว
การติดเชื้อเกิดขึ้นได้ง่ายผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วน รอยถลอกบนผิวหนัง หรือแม้กระทั่งเยื่อบุตา ปาก และจมูก กิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการรดน้ำต้นไม้หรือการทำสวน ก็เพียงพอที่จะทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้เกิดอุทกภัย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นอกจากนี้ ความเข้าใจที่ว่าโรคนี้มาจากหนูเท่านั้นยังคลาดเคลื่อน เพราะในทางระบาดวิทยา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกือบทุกชนิดสามารถเป็นพาหะและแพร่เชื้อได้ สัตว์เลี้ยงใกล้ตัวอย่างสุนัข แมว รวมถึงสัตว์เศรษฐกิจอย่างโค กระบือ และสุกร ต่างสามารถรับเชื้อและขับออกมาทางปัสสาวะได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะสุนัขที่ชอบวิ่งเล่นนอกบ้าน เมื่อสุนัขขับถ่ายลงบนพื้นบ้าน สนามหญ้า หรือกรงเลี้ยง เจ้าของจึงมีโอกาสรับเชื้อได้โดยตรงจากการทำความสะอาดหรือสัมผัสสัตว์เลี้ยง
บริบทเพิ่มเติม: โรคฉี่หนูเป็นโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน (Zoonosis) ที่พบได้บ่อยในเขตร้อนชื้น การที่เชื้อสามารถมีชีวิตอยู่ในดินชื้นได้นานทำให้ความเสี่ยงไม่ได้หมดไปแม้ฝนจะหยุดตกแล้ว การตระหนักว่าสัตว์เลี้ยงในบ้านก็เป็นแหล่งแพร่เชื้อเงียบได้เช่นกันจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันโรคที่หลายคนมักมองข้าม
การสวมใส่รองเท้าบูทยางเป็นมาตรการป้องกันเบื้องต้นที่ดี แต่ไม่สามารถการันตีความปลอดภัยได้ทั้งหมด หากละเลยขั้นตอนการทำความสะอาดร่างกายและอุปกรณ์หลังจากใช้งาน เช่น การสัมผัสคราบโคลนหรือน้ำที่ติดอยู่บนรองเท้าด้วยมือเปล่าขณะถอด ละอองน้ำกระเด็นโดนผิวหนัง หรือการใช้มือที่สัมผัสเชื้อไปหยิบจับอาหารหรือขยี้ตา เชื้อจะสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุได้อย่างง่ายดาย
สุนัขและสัตว์เลี้ยงหลายตัวที่ได้รับเชื้ออาจไม่แสดงอาการป่วยรุนแรง หรือแสดงเพียงอาการปานกลาง เช่น ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำ หรือปัสสาวะสีเข้มขึ้นเล็กน้อย จนผู้เลี้ยงเข้าใจผิดว่าเป็นอาการเหนื่อยล้าทั่วไป ภาวะนี้เรียกว่า การเป็นพาหะไร้อาการ (Asymptomatic carrier) ซึ่งสัตว์เลี้ยงจะยังคงขับเชื้อออกมาทางปัสสาวะอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายเดือน ทำให้พื้นที่ภายในบ้านกลายเป็นจุดปนเปื้อนโดยที่สมาชิกในบ้านไม่รู้ตัว
ระยะเริ่มต้นของโรคฉี่หนูมักแสดงอาการคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเลือกกินยาบรรเทาอาการเอง ส่งผลให้การรักษาล่าช้าจนเชื้อแพร่กระจายเข้าสู่ระบบอวัยวะสำคัญ โดยจะมีอาการ:
- มีไข้สูงฉับพลัน ร่วมกับอาการหนาวสั่น
- ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณน่อง หลัง และต้นขา
- ตาแดง ปวดศีรษะอย่างหนัก และนัยน์ตาสู้แสงไม่ได้
- ตาและผิวเริ่มเหลือง (ดีซ่าน) เมื่อโรครุนแรงขึ้น
หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง เชื้ออาจเข้าทำลายระบบตับและไต จนเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันหรืออวัยวะล้มเหลวหลายระบบ ซึ่งอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น