เคมิ บาเดนอช จี้ออกกฎหมายฉุกเฉินเบรกแผนปล่อยตัวนักโทษก่อนกำหนด
หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านกดดันรัฐบาลให้เร่งออกกฎหมายฉุกเฉินเพื่อระงับการปล่อยตัวนักโทษคดีรุนแรงและทางเพศนับพันรายในเดือนกันยายนนี้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เคมิ บาเดนอช เรียกร้องนายกรัฐมนตรีแอนดี เบิร์นแฮม ออกกฎหมายฉุกเฉิน
- ระงับโครงการปล่อยตัวนักโทษเกือบ 700 คนในระยะแรกที่กำหนดไว้เดือนกันยายน
- ฝ่ายค้านชี้ว่าการทบทวนของรัฐบาลยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันการปล่อยตัวอาชญากร
- กลุ่มเหยื่อและครอบครัวตำรวจผู้ล่วงลับออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าวอย่างหนัก
เคมิ บาเดนอช ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแอนดี เบิร์นแฮม ดำเนินการเสนอกฎหมายฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีการปล่อยตัวนักโทษหลายร้อยคนก่อนกำหนด หลังจากการประกาศระงับโครงการชั่วคราวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากกระแสต่อต้านจากเหยื่อและครอบครัวผู้เสียหาย
โครงการดังกล่าวเคยถูกวางแผนไว้ว่าจะปล่อยตัวนักโทษประมาณ 700 คนในเฟสแรกช่วงเดือนกันยายน แต่ทางพรรคฝ่ายค้านอ้างว่ากระบวนการตรวจสอบของรัฐบาลในปัจจุบันจะไม่สามารถหยุดยั้งการปล่อยตัวผู้กระทำความผิดเหล่านี้ได้จริง โดยวิกฤตความแออัดยัดเยียดในเรือนจำเกิดขึ้นสะสมมาจากการบริหารงานในอดีต ซึ่งพรรคแรงงานระบุว่ารัฐบาลชุดก่อนล้มเหลวในการสร้างเรือนจำแห่งใหม่เพิ่มเติม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ย้อนกลับไปในช่วงที่พรรคอนุรักษ์นิยมยังเรืองอำนาจในปี 2023 มาตรการปล่อยตัวนักโทษก่อนกำหนดถูกนำมาใช้ครั้งแรกเนื่องจากปัญหาล้นเรือนจำ โดยเริ่มจากการลดวันต้องโทษ 18 วัน และขยายเป็น 70 วัน ส่งผลให้มีนักโทษถูกปล่อยตัวไปแล้วถึง 10,000 คนภายในเดือนมิถุนายน 2024 ก่อนที่พรรคแรงงานจะก้าวขึ้นมาบริหารประเทศ และเมื่อเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ เข้ามาดำรงตำแหน่งในบ้านพักนายกรัฐมนตรีเลขที่ 10 ถนนดาวน์นิ่ง ในเดือนกรกฎาคม 2024 ประเทศไทยเรือนจำชายทั่วประเทศเหลือพื้นที่ว่างไม่ถึง 100 เตียง ซึ่งเป็นชนวนเหตุให้ต้องอาศัยพระราชบัญญัติการกำหนดโทษเพื่อปล่อยตัวนักโทษเพิ่มอีก 6,000 คนเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป
วิกฤตความแออัดในเรือนจำของสหราชอาณาจักรสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานหลายทศวรรษ การบาลานซ์ระหว่างความปลอดภัยของสาธารณชนและการบริหารพื้นที่ในเรือนจำกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกรัฐบาลต้องเผชิญ การหยิบยกประเด็นกฎหมายฉุกเฉินมาใช้จึงไม่ใช่แค่เรื่องข้อกฎหมายทางเทคนิค แต่เป็นเกมการเมืองที่เดิมพันด้วยความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม
แม้ว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวจะยกเว้นนักโทษคดีร้ายแรงและอันตรายสูงสุด เช่น ฆาตกรที่รับโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่เกณฑ์การพิจารณาปล่อยตัวกลับอิงตามระยะเวลาการรับโทษแทนที่จะเป็นประเภทของความผิด ทำให้บาเดนอชต้องออกมากดดันให้เบิร์นแฮมเร่งรัดกระบวนการนิติบัญญัติเพื่อขังอาชญากรตัวจริงไว้ในกรงขังต่อไป โดยเตือนว่าหากไม่มีกฎหมายฉุกเฉิน อาชญากรกลุ่มอันตรายจะเริ่มทยอยพ้นโทษในวันที่ 1 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่สมาชิกรัฐสภากลับมาปฏิบัติงานอีกครั้งหลังช่วงวันหยุดฤดูร้อน
"วิกฤตกำลังนับถอยหลัง ผู้ข่มขืน ผู้ล่วงละเมิดทางเพศ และอาชญากรตัวฉกาจหลายพันคนกำลังจะถูกปล่อยตัวในเดือนกันยายนนี้ พรรคแรงงานต้องลงมือเดี๋ยวนี้และหยุดการปล่อยตัวอาชญากรสายอันตรายจำนวนมาก"
นิก ทิโมธี (Nick Timothy)
นอกจากนี้ แรงกระเพื่อมทางการเมืองยังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นหลังครอบครัวของแอนดรูว์ ฮาร์เปอร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งสถานีตำรวจแธมส์วัลเลย์ ซึ่งเสียชีวิตในเบิร์กเชียร์เมื่อปี 2019 จากเหตุการณ์ถูกลากไปตามถนนชนบทโดยกลุ่มวัยรุ่นสามคน ออกมาแสดงความไม่พอใจ เนื่องจากหนึ่งในผู้ก่อเหตุที่ถูกตัดสินจำคุก 13 ปี อาจได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวในปี 2027 อย่างไรก็ตาม โฆษกพรรคแรงงานยังคงยืนหยัดในแนวทางของรัฐบาล โดยระบุว่าเป็นทางเลือกทางการเมืองในการบริหารจัดการนักโทษภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดในชุมชน ดีกว่าปล่อยให้ระบบเรือนจำล่มสลายจนนักโทษคดีทางเพศหลุดรอดไปลอยนวล
ที่มา: BBC Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น