หมอวรงค์แฉงบรัฐส่อโกง 30% แบงก์พันหาย 1.4 แสนล้าน
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อภิปรายในสภาฯ พิจารณางบประมาณปี 2570 เสนอตัดงบ 10% แฉโครงการรัฐกินหัวคิว 30% เงินพันบาทหายจากระบบ 1.4 แสนล้าน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นพ.วรงค์อภิปรายขอปรับลดงบประมาณ มาตรา 4 ลง 10%
- แฉโครงการรัฐมีการหักหัวคิวสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์
- พบธนบัตรชนิด 1,000 บาท หายไปจากระบบ 1.4แสนล้านบาท
- ระบุอาจเชื่อมโยงกับเงินเทา เงินพนัน และเงินสินบน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 ก.ย. 2569 ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เรียบร้อยแล้ว โดยบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างเข้มข้นเนื่องจากมีการอภิปรายเรียงตามรายมาตรา
ในที่ประชุม นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ขึ้นอภิปรายพร้อมทั้งเสนอขอปรับลดงบประมาณในมาตรา 4 ลง 10 เปอร์เซ็นต์ โดยให้เหตุผลหลักว่ามีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณที่อาจเปิดช่องให้เกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และตนไม่เชื่อว่าประเทศไทยในปัจจุบันจะไม่มีการโกงเกิดขึ้นตามที่หลายฝ่ายกล่าวอ้าง
นพ.วรงค์ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมระหว่างการอภิปรายว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มผู้ประกอบการโดยตรง ระบุว่าโครงการต่างๆ ที่ถูกบรรจุอยู่ในเล่มขาวคาดแดง แม้จะเพิ่งอยู่ในชั้นพิจารณาวาระแรกเท่านั้น แต่กลับปรากฏว่ามีการจ่ายเงินกันไปล่วงหน้าแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความผิดปกติในกระบวนการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน
"โครงการที่ถูกบรรจุในเล่มขาวคาดแดง แม้จะอยู่ในชั้นวาระแรก แต่มีการจ่ายเงินแล้ว"
นอกจากประเด็นเรื่องการหักหัวคิวแล้ว หัวหน้าพรรคไทยภักดียังได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติตัวเลขทางการเงิน โดยระบุว่ามีธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาท หายไปจากระบบเศรษฐกิจสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวมีความน่าสงสัยและอาจเข้าไปพัวพันกับกลุ่มทุนสีเทา เงินจากการกระทำผิดกฎหมาย เช่น เงินพนัน เงินสินบน รวมถึงเงินใต้โต๊ะต่างๆ ที่ไม่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้อย่างโปร่งใส
การอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปีถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่ปัญหาการทุจริตในโครงการรัฐและการเบิกจ่ายล่วงหน้าก่อนกฎหมายผ่านความเห็นชอบ สะท้อนถึงช่องโหว่ในระบบตรวจสอบของราชการไทย ขณะที่ปัญหาเงินสดหายจากระบบธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารกลาง มักเป็นสัญญาณเตือนถึงการเติบโตของเศรษฐกิจนอกระบบ (Shadow Economy) ซึ่งยากต่อการติดตามเส้นทางการเงินและกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น