Flagship Group เผยโฉม 3 ดีลแรก เสริมทัพตลาดท่องเที่ยว
Flagship Group ลุยซื้อกิจการ Amigo Tours, WalksDevour และ Askos Tours พร้อมมองประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงมนุษย์คือเกราะป้องกัน AI

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Flagship Group ปิดดีลซื้อกิจการ 3 บริษัทแรกในตลาดทัวร์และประสบการณ์ท่องเที่ยว
- ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการในอเมริกาเหนือ ยุโรป และญี่ปุ่น
- มองประสบการณ์ท่องเที่ยวในสถานที่จริงคืออาวุธสู้กระแส AI
Flagship Group บริษัทด้านการลงทุน Private Equity ได้ประกาศก้าวสำคัญด้วยการเข้าซื้อกิจการผู้ให้บริการทัวร์และประสบการณ์ท่องเที่ยว 3 รายแรก ได้แก่ Amigo Tours ผู้ให้บริการทัวร์รายวันและทัศนศึกษา WalksDevour ผู้ดำเนินกิจการด้านอาหารและวัฒนธรรม และ Askos Tours ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมและโบราณคดี การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้บริษัทมีเครือข่ายครอบคลุมทั้งในอเมริกาเหนือ ยุโรป และญี่ปุ่นทันที
แนวคิดเบื้องหลังการควบรวมกิจการครั้งนี้เริ่มต้นจาก ชาราฟ เอล มันซูรี (Charaf El Mansouri) หุ้นส่วนผู้จัดการของ Flagship Group และผู้ก่อตั้ง Dharma ซึ่งเคยจัดทัวร์อย่างเป็นทางการของซีรีส์ Emily in Paris ในกรุงปารีสและกรุงโรม โดยเขาพบว่าตลาดผู้ประกอบการท่องเที่ยวท้องถิ่นมีความกระจัดกระจายสูงมาก มีผู้ให้บริการรายย่อยจำนวนมากในตลาดที่ยังไม่ได้รวมศูนย์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
“ผมคิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นที่นำเรามาสู่จุดนี้ มันเป็นตลาดขนาดใหญ่ เป็นตลาดที่กำลังเติบโตแต่มีความกระจัดกระจายสูงมาก ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วไม่ได้เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการ ผู้จัดจำหน่าย หรือนักท่องเที่ยวเลย”
บริษัทได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจาก Shamrock Capital ซึ่งเป็นบริษัท Private Equity ด้านสื่อและความบันเทิงมูลค่า 7.4 พันล้านดอลลาร์ โดยมองว่าประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบพบเจอตัวจริง (in-person experiences) ทำหน้าที่เป็นเสมือนเกราะป้องกันกระแส AI (counter-AI trade) ซึ่งจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันและการทำงานของผู้คน
กลยุทธ์การควบรวมกิจการหรือ Roll-up ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ถือเป็นแนวทางที่น่าจับตา เพราะช่วยแก้ปัญหาความกระจัดกระจายของผู้ประกอบการรายย่อย โดยการรวมระบบหลังบ้านเข้าด้วยกัน เช่น ทรัพยากรบุคคล การเงิน และกฎหมาย ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมกับรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ท้องถิ่นไว้ ซึ่งทิศทางนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่โหยหาความสมจริงนอกจอในยุคดิจิทัล
ในด้านการดำเนินงาน Flagship Group จะทำหน้าที่รวมศูนย์ระบบหลังบ้าน เช่น ทรัพยากรบุคคล การเงิน และกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์และแบรนด์ท้องถิ่นของผู้ประกอบการแต่ละรายเอาไว้ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะมองหาผู้ประกอบการรายอื่นเพิ่มเติมที่มีความโดดเด่น มีผลกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์ มีอัตราการเติบโต 7% ขึ้นไป และได้รับรีวิวที่ดีเยี่ยม
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น