การดี ชำแหละงบดีอี 1.3 หมื่นล้าน ซัด Cloud First ยิ่งรวมยิ่งบวม
การดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.ประชาธิปัตย์ อภิปรายงบกระทรวงดีอี 13,625 ล้านบาท ชี้โยบาย Cloud First ยิ่งรวมยิ่งบวม ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงกว่า 50% และซ้ำซ้อน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- งบกระทรวงดีอีรวม 13,625 ล้านบาท ถูก กมธ. หั่นลงเพียง 25.8 ล้านบาท หรือ 0.19%
- นโยบาย Cloud First ทำงบรวมพุ่งเกิน 50% และงบ GDCC โตขึ้นถึง 120%
- พบ 45 หน่วยงานยังแห่เช่าคลาวด์แยก และอีก 40 หน่วยงานตั้งงบสร้าง Data Center
- วิจารณ์งบซ้ำซ้อนกรมอุตุฯ 550 ล้านบาท ทั้งที่มี GISTDA และ NARIT หนุนข้อมูลอยู่แล้ว
การประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ดำเนินมาถึงการพิจารณามาตรา 16 ว่าด้วยงบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งมียอดงบประมาณตั้งไว้สูงถึง 13,625 ล้านบาท โดยในการอภิปรายครั้งนี้ นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นชำแหละงบประมาณดังกล่าว พร้อมระบุว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีการปรับลดงบประมาณลงไปเพียง 25.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนแค่ร้อยละ 0.19 เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยการปรับลดงบประมาณของกระทรวงอื่น ๆ
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาอภิปรายคือ นโยบาย Cloud First ของรัฐบาล ซึ่งนางการดีระบุว่าจากข้อมูลเชิงประจักษ์สะท้อนภาพความย้อนแย้งว่ายิ่งรวมศูนย์ก็ยิ่งบวม แม้ว่าการเช่าใช้คลาวด์แยกรายหน่วยงานจะลดลงร้อยละ 10 จาก 1,523 ล้านบาท เหลือ 1,359 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปรวมกับงบระบบคลาวด์ภาครัฐ (GDCC) ที่ตั้งไว้ 4,980 ล้านบาท กลับทำให้รายจ่ายรวมด้านคลาวด์พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าร้อยละ 50 โดยเฉพาะงบ GDCC ตัวเดียวเติบโตสูงถึงร้อยละ 120 หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวเลยทีเดียว
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความซ้ำซ้อนในระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน โดยมีหน่วยงานมากถึง 45 แห่งที่ยังคงเลือกเช่าคลาวด์แยกต่างหากรวมมูลค่ากว่าพันล้านบาท และยังมีอีกกว่า 40 หน่วยงานที่เสนอขอจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ของตนเองเป็นวงเงินเกือบ 1,000 ล้านบาท สาเหตุหลักที่ทำให้หน่วยงานเหล่านี้ปฏิเสธการใช้คลาวด์กลาง GDCC เป็นเพราะความยุ่งยากซับซ้อนในกระบวนการโอนย้ายข้อมูล ตลอดจนความไม่มั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยและชั้นความลับ ทั้งที่กระทรวงดีอีควรทำหน้าที่เสมือน Chief Technology Officer ของประเทศในการสร้างความเชื่อมั่น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"เมื่องบเช่าใช้คลาวด์เพียง 2 ปีสูงเกิน 1,000 ล้านบาท Projection ในอนาคตอาจพุ่งสูงถึง 50,000 ล้านบาท หากรัฐบาลเน้นแต่การเช่าโดยไม่วางโครงสร้างเทคโนโลยีที่แข็งแรง รัฐบาลจะต้องแบกรับภาระรายจ่ายประจำมหาศาล"
นางการดีอภิปรายเสริมด้วยว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกเทไปที่โครงสร้างพื้นฐานและการเช่าใช้ระบบเป็นหลัก ขณะที่การลงทุนด้านข้อมูลและแอปพลิเคชันยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก รูปแบบการใช้งบประมาณลักษณะนี้เป็นการเช่าใช้ที่ไม่มีสินทรัพย์ตกเป็นของรัฐ หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ ในอนาคตงบประมาณอาจพุ่งสูงถึง 50,000 ล้านบาท และทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระรายจ่ายประจำมหาศาลโดยไม่ได้ครอบครองสินทรัพย์ดิจิทัลถาวรเลยแม้แต่น้อย
การอภิปรายครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ของประเทศไทย การรวมศูนย์ระบบไอทีผ่านคลาวด์กลางแม้จะเป็นแนวทางสากลในการลดความซ้ำซ้อนและประหยัดงบระยะยาว แต่หากขาดการบูรณาการและการออกแบบกระบวนการโอนย้ายข้อมูลที่ดีพอ หน่วยงานปฏิบัติย่อมลังเลที่จะเข้าร่วมเนื่องจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลลับราชการ การที่กระทรวงดีอีจะผลักดันนโยบาย Cloud First ให้ประสบความสำเร็จได้จริง จึงต้องสร้างมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงและมีกลไกสนับสนุนการย้ายระบบที่ไรรอยต่อ ไม่เช่นนั้นงบประมาณแผ่นดินจะหมดไปกับการเช่าใช้ระยะสั้นที่ไม่เกิดความยั่งยืน
ในช่วงท้าย นางการดีได้ยกตัวอย่างการตั้งงบประมาณซ้ำซ้อนในโครงการของกรมอุตุนิยมวิทยา ได้แก่ โครงการยกระดับพยากรณ์อากาศรายละเอียดสูง วงเงิน 492 ล้านบาท และงบปรับปรุงศูนย์ปฏิบัติการพยากรณ์อากาศพร้อมระบบสื่อและพยากรณ์อากาศ วงเงิน 58 ล้านบาท รวมเป็นเงินกว่า 550 ล้านบาท ซึ่งมองว่าเป็นการใช้งบซ้ำซ้อนโดยไม่จำเป็น เนื่องจากประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีข้อมูลดาวเทียมและสภาพอากาศที่สมบูรณ์อยู่แล้ว เช่น GISTDA หรือ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ในสังกัดกระทรวง อว. ซึ่งควรใช้วิธีเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานแทนการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ จึงเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ลงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเงินแผ่นดิน
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น