ผลศึกษาชี้ แบตเตอรี่รถ EV เสื่อมช้ากว่าที่หลายคนกังวล
งานวิจัยล่าสุดเผยรถยนต์ไฟฟ้ามือสองยังคงเหลือความจุแบตเตอรี่ใช้งานได้จริงราว 90% แม้ผ่านระยะทางวิ่งไปแล้ว 150,000 กิโลเมตร

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ผลศึกษาใหม่ชี้แบตเตอรี่รถ EV ทนทานกว่าคาด
- รถมือสองวิ่ง 150,000 กม. ยังเหลือความจุ 90%
- ช่วยคลายความกังวลเรื่องแบตเสื่อมราคาตก
ความกังวลเรื่องอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าหรือรถ EV มักเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ซื้อหลายคนลังเลใจในการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์มือสองที่ผู้ซื้อกลัวว่าแบตเตอรี่อาจเสื่อมสภาพจนต้องเสียเงินก้อนโตเพื่อเปลี่ยนใหม่ในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดจากผลการศึกษาชิ้นใหม่ได้ออกมาช่วยคลายความกังวลดังกล่าวลงไปได้มากทีเดียว
จากการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์สภาพรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานจริงบนท้องถนน พบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับความทนทานของชุดก้อนพลังงาน โดยตัวเลขจากการศึกษาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วเป็นระยะทางสะสมสูงถึง 150,000 กิโลเมตร ยังคงสามารถรักษาความจุของแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้จริง (Usable Battery Capacity) เอาไว้ได้ในระดับประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของความจุเริ่มต้นเมื่อครั้งออกจากโรงงาน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
อัตราการเสื่อมถอยที่อยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโดยรวม เนื่องจากมันสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีการจัดการพลังงานและการควบคุมอุณหภูมิภายในแบตเตอรี่ของค่ายรถยนต์ต่างๆ ในปัจจุบัน มีประสิทธิภาพสูงมากพอที่จะยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานกว่าที่ผู้ขับขี่หลายคนเคยหวาดกลัวเอาไว้ในอดีต ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความมั่นใจในการถือครองรถระยะยาวและช่วยพยุงราคาขายต่อในตลาดรถมือสองให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น
การที่แบตเตอรี่รถ EV ยังคงความจุไว้ได้ถึง 90% หลังวิ่งไป 150,000 กม. ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยหักล้างความเชื่อผิดๆ ว่าแบตเตอรี่รถไฟฟ้ามีอายุสั้นและต้องเปลี่ยนบ่อยครั้ง เหมือนกับแบตเตอรี่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ทั้งนี้เป็นเพราะระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (Battery Management System หรือ BMS) สมัยใหม่ มีการควบคุมการชาร์จและป้องกันความร้อนสะสมอย่างแม่นยำ ทำให้เซลล์แบตเตอรี่เสื่อมสภาพช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
แม้ว่าผลการศึกษาชุดนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงแนะนำว่าพฤติกรรมการชาร์จไฟในชีวิตประจำวัน เช่น การหลีกเลี่ยงการใช้สถานีชาร์จด่วนกระแสตรง (DC Fast Charging) บ่อยครั้งเกินความจำเป็น และการรักษาระดับปริมาณแบตเตอรี่ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม ยังคงเป็นปัจจัยเสริมสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพแบตเตอรี่ให้อยู่ในสภาพดีเยี่ยมได้นานยิ่งขึ้นไปอีก
ที่มา: Ars Technica
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น