Fusionality สตาร์ทอัพพลังงานฟิวชันระดมทุน 3.7 ล้านดอลลาร์
อดีตนักวิจัย Google DeepMind ก่อตั้ง Fusionality ในสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกวาดเงินลงทุน pre-seed 3.7 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์คุมเตาปฏิกรณ์ฟิวชัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Federico Felici และ Jonas Buchli อดีตทีมงาน Google DeepMind ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Fusionality ในเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
- บริษัทระดมทุนรอบ pre-seed ได้ 3.7 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3 ล้านฟรังก์สวิส จากกองทุน Founderful และ Playfair
- ชี้ปัญหาสำคัญคือบริษัทฟิวชันส่วนใหญ่ต้องสร้างระบบควบคุมเองจากศูนย์ ทั้งที่แก่นฟิสิกส์ถึง 80% มีความเหมือนกัน
ในวงการพัฒนาพลังงานสะอาด อุปสรรคสำคัญข้อหนึ่งคือการจัดหาชิ้นส่วนและระบบควบคุมสำหรับเตาปฏิกรณ์ฟิวชันที่ซับซ้อน Federico Felici และ Jonas Buchli สองผู้ก่อตั้งสังเกตเห็นเสียงสะท้อนจากบริษัทพัฒนาพลังงานฟิวชันหลายแห่งว่า พวกเขาต้องการซื้อชิ้นส่วนระบบควบคุมสำเร็จรูปแต่ไม่มีผู้ผลิตรายใดเข้าใจภาษาและกลไกของฟิวชันอย่างแท้จริง ทั้งคู่จึงตัดสินใจออกมาเปิดบริษัทของตัวเองในปี 2026 นี้ในชื่อ Fusionality ที่ตั้งอยู่ในเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยสามารถระดมทุนรอบ pre-seed ได้ถึง 3.7 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 ล้านฟรังก์สวิส จากนักลงทุนอย่าง Founderful และ Playfair พร้อมดึง Felici มารับตำแหน่ง CEO และ Buchli นั่งแท่น CTO
การเกิดขึ้นของ Fusionality สะท้อนถึงห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่กำลังเติบโตเพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลังงานฟิวชัน โดยมีบริษัทอย่าง Kyoto Fusioneering ที่พัฒนาชิ้นส่วนแปลงพลังงานความร้อนให้เป็นไฟฟ้า หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนความแม่นยำสูงรายอื่น ๆ แต่ในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับควบคุมเตาปฏิกรณ์โดยตรงนั้นยังขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง Felici ระบุว่าโครงสร้างพื้นฐานของระบบควบคุมในแต่ละบริษัทนั้นมีความเหมือนกันมากถึง 80% แม้ว่าส่วนใหญ่จะเลือกสร้างมันขึ้นมาใหม่เองทั้งหมดตั้งแต่ต้นก็ตาม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
เตาปฏิกรณ์ฟิวชันสร้างกระแสไฟฟ้าโดยอาศัยพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากการหลอมรวมตัวของอะตอม ซึ่งต้องอาศัยพลาสมาที่มีความร้อนสูงยิ่งยวดและการรักษาอุณหภูมิ รูปทรง ตลอดจนระดับเชื้อเพลิงให้เสถียรด้วยการตัดสินใจระดับเสี้ยววินาที Fusionality จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้ด้วยการพัฒนาชุดระบบควบคุมและสภาพแวดล้อมจำลอง (simulation environments) ที่ช่วยให้บริษัทสตาร์ทอัพด้านฟิวชันสามารถนำไปปรับจูนให้เข้ากับดีไซน์เฉพาะตัวของแต่ละค่ายได้ทันที แทนที่จะต้องเริ่มต้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดด้วยตนเอง
การที่อดีตนักวิจัยจาก Google DeepMind หันมาจับตลาดซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์เฉพาะทางสำหรับฟิวชัน สะท้อนภาพการเติบโตของเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ที่เปลี่ยนผ่านจากการทดลองในห้องแล็บสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ คล้ายกับการเติบโตของอุตสาหกรรมคลาวด์คอมพิวติ้งในยุคแรกที่ต้องมีเครื่องมือมาตรฐานกลางเข้ามารองรับเพื่อให้ตลาดโตเร็วขึ้น
เส้นทางของสองผู้ก่อตั้งเริ่มต้นจากการพบกันขณะสอนปัญญาประดิษฐ์เพื่อควบคุมโทคาแมก (Tokamak) อุปกรณ์ทรงโดนัทที่นักวิจัยใช้ศึกษาพลังงานฟิวชัน โดย Felici เคยทำงานที่ EPFL ในสวิตเซอร์แลนด์และต่อมาได้ย้ายไปร่วมงานกับ Google DeepMind เช่นเดียวกับ Buchli ที่มีประสบการณ์จาก Google DeepMind ในการพัฒนาซิมูเลชันและอินเทอร์เฟซแมชชีนเลิร์นนิงสำหรับอุปกรณ์ฟิวชัน แม้ปัญญาประดิษฐ์จะมีบทบาทสำคัญในระบบควบคุมยุคใหม่ แต่ Felici มองว่า AI ยังไม่พร้อมที่จะเข้าควบคุมเตาปฏิกรณ์ฟิวชันทั้งหมดด้วยตัวเองในตอนนี้ โดยหน้าที่หลักของ AI ยังคงเป็นการเสริมประสิทธิภาพ ปรับแต่ง หรือช่วยดูแลบางส่วนของระบบมากกว่า
"เราเริ่มต้นด้วยบล็อกเลโก้เหล่านี้จำนวนหนึ่ง แล้วค่อย ๆ สร้างต่อยอดออกไป เรามีความทะเยอทะยานที่จะรองรับเทคโนโลยีที่หลากหลายอย่างแท้จริงซึ่งจำเป็นต่อการใช้งานเตาปฏิกรณ์ฟิวชัน"
Federico Felici, CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Fusionality
ปัจจุบัน Fusionality กำลังมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการกักเก็บพลาสมาด้วยสนามแม่เหล็ก (magnetic confinement) ซึ่งเป็นแนวทางที่สตาร์ทอัพชั้นนำหลายแห่ง เช่น Commonwealth Fusion Systems, Realta Fusion, Proxima Fusion และ Type One Energy กำลังพัฒนาอยู่ และในอนาคตบริษัทมีแผนจะขยายไปสู่แนวทางอื่น ๆ เพิ่มเติม เงินทุนรอบ pre-seed นี้จะถูกนำไปใช้โดยทีมงานขนาด 7 คนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีกลุ่มย่อยที่คัดเลือกมาอย่างเข้มข้น เปรียบเสมือนการต่อตัวต่อเลโก้เพื่อสร้างรากฐานที่พร้อมรองรับความต้องการที่กว้างขวางของโรงไฟฟ้าฟิวชันในอนาคต
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น