เอ็ด มิลลิแบนด์ ปัดคำเตือนหัวหน้ารับบี ปมคว่ำบาตรเขตเวสต์แบงก์
รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ เอ็ด มิลลิแบนด์ ปฏิเสธคำเตือนของหัวหน้ารับบีที่ระบุว่าชาวยิวในอังกฤษเสี่ยงอันตรายมากขึ้น หลังประกาศคว่ำบาตรนิคมอิสราเอล

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เอ็ด มิลลิแบนด์ ปฏิเสธคำเตือนของหัวหน้ารับบีเรื่องความปลอดภัยของชาวยิวในอังกฤษ
- CST บันทึกคดีเกลียดชังชาวยิวในอังกฤษพุ่งสูงขึ้น 21% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
- มาตรการคว่ำบาตรพุ่งเป้าไปที่การค้า การก่อสร้าง และการเงินของนิคมอิสราเอล
- อิสราเอลตอบโต้ด้วยการปิดสถานกงสุลอังกฤษในเยรูซาเล็มตะวันออกและแบนบุคคลสำคัญ
เอ็ด มิลลิแบนด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ได้ออกมาปฏิเสธข้อกังวลและคำเตือนจากหัวหน้ารับบี ซึ่งระบุว่าชาวยิวในอังกฤษกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่รัฐบาลอังกฤษประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อนิคมชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ข้อพิพาททางการทูตครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ
การประกาศคว่ำบาตรดังกล่าวเกี่ยวกับการค้าและบริการที่สนับสนุนนิคมที่ผิดกฎหมายในเวสต์แบงก์ เกิดขึ้นท่ามกลางสถิติการเกิดเหตุการณ์เกลียดชังชาวยิวทั่วสหราชอาณาจักรที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Community Security Trust (CST) ซึ่งเป็นองค์กรให้ความช่วยเหลือด้านความปลอดภัยแก่ชุมชนชาวยิว ระบุว่ามีการบันทึกเหตุการณ์ความเกลียดชังชาวยิวจำนวน 1,926 ครั้งในรอบครึ่งปีแรกของปี 2026 ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 21% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025
มิลลิแบนด์ได้ชี้แจงเหตุผลต่อสภาสามัญชนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยระบุว่าแนวทางใหม่นี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแผนการพัฒนาโครงการ E1 ซึ่งเป็นโครงการตั้งถิ่นฐานที่เป็นข้อพิพาท จะตัดขาดเขตเวสต์แบงก์ออกจากเยรูซาเล็มตะวันออกและแบ่งแยกดินแดนออกเป็นสองส่วน นอกจากนี้เขายังระบุว่าสหราชอาณาจักรเห็นพ้องว่ามีการกวาดล้างชาติพันธุ์ในบางพื้นที่ของเวสต์แบงก์ พร้อมกล่าวหาผู้ตั้งถิ่นฐานหัวรุนแรงว่าผลักดันชาวปาเลสไตน์ออกจากพื้นที่ของตน
"Gesture politics of this kind feeds into an increasingly hostile discourse about Israel, and the cumulative effect of such punitive policies is to further embolden those, at home and abroad, who use hatred as a weapon against Jews."
Sir Ephraim

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ทางด้านหัวหน้ารับบี เซอร์ เอฟราอิม (Sir Ephraim) ได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง โดยระบุว่านโยบายเชิงสัญลักษณ์ลักษณะนี้ส่งผลให้บรรยากาศที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออิสราเอลทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้ผู้ที่ใช้ความเกลียดชังเป็นอาวุธต่อต้านชาวยิวมีความกล้ามากขึ้น ขณะที่คณะผู้แทนของชาวยิวในอังกฤษ (Board of Deputies of British Jews) แสดงความกังวลว่าการประกาศดังกล่าวในช่วงเวลาก่อนเทศกาลปีใหม่ทางศาสนา (Rosh Hashanah) จะยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลด้านความปลอดภัยให้กับชุมชนชาวยิวอย่างมาก
การปะทะคารมระหว่างรัฐบาลอังกฤษและผู้นำทางศาสนาสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เมื่อนโยบายต่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านการตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมายต้องเผชิญหน้ากับความกังวลด้านความปลอดภัยของพลเมืองในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความตึงเครียดทางสังคมในยุโรป
มาตรการคว่ำบาตรของอังกฤษชุดนี้จะพุ่งเป้าไปที่บริษัทและบุคคลที่ให้บริการด้านการก่อสร้างและการจัดหาเงินทุนแก่นิคม รวมถึงการแบนการโฆษณานิคมที่ผิดกฎหมายในสหราชอาณาจักร ซึ่งกระบวนการทั้งหมดอาจต้องใช้เวลาถึงเก้าเดือนจึงจะสมบูรณ์ ขณะที่ประเทศแคนาดาและฝรั่งเศสก็ได้ร่วมมือแบนสินค้าจากนิคมดังกล่าวเช่นเดียวกันในลักษณะของการดำเนินการร่วมกันระหว่างพันธมิตร
ที่มา: BBC Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น