ดื่มมัทฉะเวลาไหนดีที่สุด? ไขข้อข้องใจแก้วสุดท้ายกี่โมง
แนะนำช่วงเวลาดื่มมัทฉะตั้งแต่เช้า สาย บ่าย พร้อมเตือนคนนอนหลับยากควรหยุดดื่มแก้วสุดท้ายก่อน 14.00 น. เพื่อป้องกันคาเฟอีนรบกวนการนอนหลับ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ดื่มมัทฉะช่วงเช้าหลังอาหารช่วยลดอาการคลื่นไส้ระคายท้อง
- ช่วงเวลา 09.00-11.00 น. เหมาะสำหรับเพิ่มสมาธิในการทำงาน
- คนนอนหลับยากควรดื่มแก้วสุดท้ายไม่เกิน 14.00 น.
การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยมัทฉะเป็นที่นิยมของคนรักสุขภาพ โดยช่วงเช้าเป็นเวลาที่เหมาะสมในการดื่มเพื่อเพิ่มความตื่นตัว ผู้ที่ดื่มแล้วไม่มีอาการผิดปกติสามารถเลือกเวลาได้ตามความสะดวก แต่สำหรับผู้ที่มีอาการคลื่นไส้หรือระคายเคืองเมื่อดื่มขณะท้องว่าง ควรเปลี่ยนมารับประทานอาหารว่างรองท้องก่อน หรือเลือกดื่มหลังมื้ออาหารเช้าแทน
อย่างไรก็ตาม การดื่มมัทฉะพร้อมมื้ออาหารอาจส่งผลกระทบต่อการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช โดยผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กควรหลีกเลี่ยงการดื่มร่วมกับอาหาร และควรเว้นระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงหลังมื้ออาหารจึงค่อยดื่ม สำหรับช่วงสายระหว่างเวลา 09.00-11.00 น. ถือเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมเนื่องจากตรงกับเวลาเริ่มทำงานหรือเรียนที่ต้องใช้สมาธิสูง อีกทั้งยังมีระยะห่างจากเวลานอนพอสมควร

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
เมื่อเข้าสู่ช่วงหลังมื้ออาหารกลางวัน มัทฉะสามารถช่วยแก้ปัญหาอาการง่วงนอนช่วงบ่ายได้ดี แต่ต้องระมัดระวังปริมาณคาเฟอีนสะสมตลอดทั้งวัน หากในวันนั้นมีการบริโภคกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มชูกำลังร่วมด้วย เนื่องจากความเข้มข้นของคาเฟอีนในมัทฉะแต่ละแก้วมีความแตกต่างกันตามปริมาณผงชาและวิธีชง
เนื่องจากคาเฟอีนประมาณครึ่งหนึ่งจะยังคงอยู่ในร่างกายหลังการดื่มไปแล้ว 4 ถึง 6 ชั่วโมง ผู้ที่นอนหลับยากหรือมีความไวต่อคาเฟอีนเป็นพิเศษจึงต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยควรจำกัดเวลาดื่มแก้วสุดท้ายไว้ที่ไม่เกิน 14.00 น. เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับในยามค่ำคืน
"ควรหลีกเลี่ยงในช่วงเย็นตั้งแต่ 16.00 น. เป็นต้นไป นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงเวลานอน ปริมาณมัทฉะ และคาเฟอีนจากเครื่องดื่มอื่นที่ได้รับตลอดทั้งวันด้วย"
Thairath Lifestyle
การเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ของคาเฟอีนในชาเขียวและมัทฉะช่วยให้เราบริหารจัดการพลังงานและคุณภาพการนอนหลับได้ดีขึ้น แม้ว่ามัทฉะจะมีกรดอะมิโนแอล-ธีนีนที่ช่วยให้ผ่อนคลาย แต่ปริมาณคาเฟอีนที่สูงก็ยังคงมีผลกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง การสังเกตปฏิกิริยาของร่างกายตัวเองจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น