ข้ามไปเนื้อหาหลัก

เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง 3.4% น้ำมันแพงทำพิษงบครอบครัวอเมริกัน

กระทรวงแรงงานสหรัฐเผยอัตราเงินเฟ้อเดือนสิงหาคม 2026 ทรงตัวที่ 3.4% น้ำมันเบนซินและดีเซลแพงเป็นประวัติการณ์จากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
12 Sep 2026ที่มา: BBC Business3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
เงินเฟ้อสหรัฐพุ่ง 3.4% น้ำมันแพงทำพิษงบครอบครัวอเมริกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • เงินเฟ้อสหรัฐเดือนสิงหาคม 2026 ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.4% เท่ากับเดือนกรกฎาคม
  • ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงทำสถิติใหม่ทะลุ 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในวันศุกร์ที่ผ่านมา
  • เทรดเดอร์ 85% คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า

สำนักสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) เปิดเผยรายงานตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดระบุว่า อัตราเงินเฟ้อในรอบปีจนถึงเดือนสิงหาคม 2026 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% โดยมีสาเหตุสำคัญจากราคาเชื้อเพลิงและน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอเมริกันเป็นวงกว้าง ตัวเลขดังกล่าวไม่เปลี่ยนแปลงจากสถิติของเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

สถานการณ์ต้นทุนพลังงานที่ทะยานขึ้นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักทางอุปทานในตลาดโลก ราคาน้ำดิบมาตรฐาน Brent จึงพุ่งสูงเกินกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บีบให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยต่อแกลลอนในปั๊มน้ำมันพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่ที่ระดับมากกว่า 6 ดอลลาร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

3.4%อัตราเงินเฟ้อสหรัฐในรอบปีถึงสิงหาคม 2026
3.9%อัตราการพุ่งขึ้นเฉพาะราคาน้ำมันเบนซินเดือนที่ผ่านมา
85%สัดส่วนเทรดเดอร์ที่คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์หน้า

ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเติมน้ำมันหน้าตู้จ่ายเท่านั้น แต่ยังทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคขยับสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาสินค้าอาหารและสินค้าจำเป็นอื่นๆ แพงขึ้นเพื่อผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค ข้อมูลจาก BLS ระบุเฉพาะราคาน้ำมันเบนซินว่าปรับตัวสูงขึ้นถึง 3.9% เพียงแค่ในเดือนเดียว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของอัตราเงินเฟ้อทั้งหมด ในขณะที่ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงรายชั่วโมงเฉลี่ยกลับลดลง 0.3% ในรอบปีที่ผ่านมา สะท้อนว่ารายได้ของประชาชนตามไม่ทันค่าครองชีพที่พุ่งสูง

US grocery supermarket shopping inflation

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

วิกฤตการณ์ดังกล่าวกำลังกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ภายใต้การนำของประธาน เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ต้องพิจารณาทิศทางนโยบายการเงินอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากกลุ่ม CME Group ระบุว่า 85% ของเทรดเดอร์ในตลาดกำลังคาดการณ์ว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหนึ่งในสี่เปอร์เซ็นต์ในการประชุมสัปดาห์หน้า เพื่อควบคุมอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยถูกคงไว้ที่ระดับ 3.5% ถึง 3.75% มาติดต่อกันถึง 5 ครั้ง

"ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังสร้างความเสียหายต่อธุรกิจขนส่งของเราอย่างรุนแรง"

เจมี่ ฮาเจน (Jamie Hagen) ประธานบริษัทขนส่ง Hell Bent Xpress

การที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเป็นเครื่องมือหลักที่ธนาคารกลางใช้เพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ผ่านการเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต หรือเงินกู้ธุรกิจ เพื่อบีบให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายลงและหันมาออมเงินมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อจากภาวะสงครามและพลังงานนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้ภาคธุรกิจขนาดเล็กและผู้บริโภครายย่อยได้รับผลกระทบหนักขึ้นไปอีก เนื่องจากต้นทุนการดำเนินชีวิตรอบด้านได้พุ่งสูงเกินกว่าเพดานรายได้เฉลี่ยของแรงงานส่วนใหญ่ไปแล้ว

ที่มา: BBC Business

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้