สุรเชษฐ์จี้รัฐบาลแจงปมแอร์พอร์ตลิงก์ เตือนอย่าเอาปชช.เป็นตัวประกัน
นายสุรเชษฐ์วิจารณ์รัฐบาลไร้แผนสำรองรับมือเอ็มโอยูแอร์พอร์ตลิงก์หมดอายุ 30 ก.ย.นี้ ชี้ร่างข้อเสนอเอกชนมี 3 เงื่อนไขอันตรายทำรัฐเสี่ยงเสียเปรียบ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายสุรเชษฐ์ชี้รัฐบาลไร้แผนสำรองกรณีเอ็มโอยูแอร์พอร์ตลิงก์หมดอายุ 30 ก.ย.นี้
- ระบุร่างข้อเสนอเอกชนมี 3 เงื่อนไขอันตรายเสี่ยงทำให้รัฐเสียเปรียบทางการคลัง
- จี้รัฐบาลชี้แจงชัดเจน ห้ามนำประชาชนผู้ใช้บริการมาเป็นตัวประกันเพื่อกดดันรัฐ
นายสุรเชษฐ์ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นปัญหาข้อตกลงการให้บริการเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ หลังจากเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ร่วมหารือกันที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยระบุว่าแม้จะมีประเด็นที่ต้องเจรจากันต่อ แต่ทุกอย่างจำเป็นต้องได้ข้อสรุปก่อนวันที่ 30 กันยายน ซึ่งเป็นกำหนดหมดอายุของบันทึกข้อตกลงเดิม อันจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการให้บริการแก่ประชาชน
จากการพิจารณาร่างข้อเสนอของฝ่ายเอกชน พบว่ามีประเด็นที่น่ากังวลถึง 3 เงื่อนไขอันตรายซึ่งอาจทำให้ภาครัฐต้องตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบและต้องแบกรับภาระทางการคลังโดยไม่สมเหตุสมผล ประกอบด้วย:
- เอกชนเสนอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินรถเป็นเวลา 4 เดือน โดยอ้างเหตุผลเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่กลับสงวนสิทธิ์ในการเรียกเก็บส่วนต่างจาก รฟท. ย้อนหลังหากพบว่าค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่ารายได้ โดยปราศจากการกำหนดเพดานวงเงิน กลไกการพิสูจน์ต้นทุน และกรอบเวลาที่ชัดเจน
- รฟท. จะต้องคืนเงินหลักประกันตามข้อตกลงเดิมเป็นจำนวนเงิน 1,067 ล้านบาทให้แก่เอกชนทันทีที่บันทึกข้อตกลงสิ้นสุดลง ก่อนจะมีการวางหลักประกันก้อนใหม่ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถตกลงมูลค่ากันได้
- เอกชนระบุสิทธิเด็ดขาดในการยกเลิกการให้บริการได้ทันที หาก รฟท. ตัดสินใจยื่นฟ้องหรือดำเนินคดีต่อศาลเกี่ยวกับข้อพิพาทในสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หรือมีการเรียกร้องใดๆ ตามหลักประกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การที่เอกชนใส่เงื่อนไขให้สามารถบอกเลิกการให้บริการเดินรถได้ในกรณีที่รัฐใช้สิทธิทางศาล ถือเป็นการกระทำที่นำประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้ามาเป็นตัวประกัน เพื่อสร้างแรงกดดันไม่ให้ภาครัฐบังคับใช้สิทธิทางกฎหมายตามสัญญา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในข้อตกลงการให้บริการสาธารณะ ประเด็นที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ ทั้งทาง รฟท. และบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ยังคงขาดความพร้อมในการเข้ามาบริหารจัดการเดินรถด้วยตนเอง ทั้งที่รัฐบาลรับรู้มาโดยตลอดว่าบันทึกข้อตกลงเดิมจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายนนี้ อีกทั้งสัญญาณความล่มของดีลรถไฟเชื่อม 3 สนามบินก็ปรากฏให้เห็นมานานแล้ว แต่รัฐบาลกลับไม่มีการเตรียมแผนสำรองไว้แต่อย่างใด
“รัฐบาลรู้มาตลอดว่าเอ็มโอยูจะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายนนี้ แต่เหตุใดจึงไม่มีแพลนบี ทั้งที่ข่าวเรื่องดีล 3 สนามบินมีปัญหามานานแล้ว การปล่อยให้เอกชนตั้งเงื่อนไขบีบบังคับรัฐโดยเอาการเดินทางของประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่ามีแผนรองรับอย่างไรที่ไม่ใช่การยอมแลกประโยชน์ของประเทศชาติเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ”
นายสุรเชษฐ์
การสิ้นสุดลงของบันทึกข้อตกลงแอร์พอร์ตลิงก์สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งมักเผชิญปัญหาความล่าช้าและการต่อสัญญาในนาทีสุดท้าย การที่ภาครัฐไม่มีความพร้อมในการเข้าบริหารจัดการเองสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรและองค์ความรู้เฉพาะทาง ขณะที่เงื่อนไขการเชื่อมโยงข้อพิพาทข้ามโครงการอย่างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งในสัญญาหนึ่งสามารถลุกลามและสร้างแรงกระแทกต่อระบบขนส่งสาธารณะในวงกว้างได้ ซึ่งหากรัฐบาลยอมอ่อนข้อในกรณีนี้ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่สร้างความยุ่งยากยิ่งขึ้นในการเจรจาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่มีความซับซ้อนสูงในปี 2572
นายสุรเชษฐ์เตือนด้วยว่า หากรัฐบาลยอมถอยและสร้างบรรทัดฐานในลักษณะนี้ จะส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อการจัดการสัมปทานโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต โดยเฉพาะสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะครบกำหนดหมดสัญญาในปี 2572 ซึ่งมีความซับซ้อนและมีประเด็นข้อกฎหมายที่ยุ่งยากกว่ามาก โดยในวันที่ 18 กันยายนนี้ ทางคณะอนุกรรมาธิการฯ ในคณะกรรมาธิการการคมนาคม จะมีการจัดประชุมเพื่อติดตามและซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น