ฝรั่งเศสไฟเขียวเพิ่มดีกรีแชมเปญสูงสุด 15% สู้ภัยแล้ง
คลื่นความร้อนรุนแรงในฝรั่งเศสทำให้องุ่นมีน้ำตาลสูงเกินพิกัด สมาคมผู้ผลิตแชมเปญจึงประกาศขยายเพดานแอลกอฮอล์ชั่วคราวเป็น 15% จากเดิมที่จำกัดไว้ 13%

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- คลื่นความร้อนและภัยแล้งทำให้องุ่นสะสมน้ำตาลสูงผิดปกติ
- ผู้ผลิตแชมเปญได้รับอนุญาตเพิ่มดีกรีชั่วคราวสูงสุดถึง 15%
- การเก็บเกี่ยวปีนี้เริ่มต้นเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนสิงหาคม
- แชมเปญวินเทจปี 2026 นี้คาดว่าจะวางจำหน่ายบนชั้นวางในช่วงปี 2028
สภาพอากาศสุดขั้วและคลื่นความร้อนที่แผดเผาประเทศฝรั่งเศส ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไวน์ชื่อดังระดับโลกอย่างแชมเปญ ล่าสุดหน่วยงานควบคุมดูแลและสมาคมผู้ผลิตแชมเปญ (Comite Champagne) ได้อนุญาตให้ผู้ผลิตสามารถผลิตแชมเปญที่มีระดับแอลกอฮอล์ชั่วคราวพุ่งสูงขึ้นถึง 15% จากเดิมที่มีข้อจำกัดทางกฎหมายควบคุมไว้ไม่เกิน 13% เพื่อรับมือกับปริมาณน้ำตาลในผลองุ่นที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
สาเหตุหลักมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้งรุนแรง ทำให้องุ่นที่เติบโตในไร่มีระดับน้ำตาลสูงกว่าปกติอย่างมาก เนื่องจากกระบวนการหมักตามธรรมชาติ ยีสต์จะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเหล่านี้ให้กลายเป็นแอลกอฮอล์ ตัวแทนจาก Comite Champagne เปิดเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า แม้จะมีมติขยายเพดานชั่วคราวไปถึง 15% สำหรับปีนี้โดยเฉพาะ แต่จะมีไวน์เพียงส่วนน้อยมากๆ เท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบจริง โดยคาดว่าผลผลิตจากการเก็บเกี่ยวชุดนี้อาจแตะระดับ 13.1% หรือ 13.2% ในบางขวดจากกระบวนการหมักครั้งที่สองที่สร้างฟองฟู่
นอกจากนี้ ผลกระทบจากสภาพอากาศยังทำให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม และขยายวงกว้างขึ้นในช่วงกลางเดือนเดียวกัน ซึ่งสมาคมระบุว่าเป็นฤดูการเก็บเกี่ยวที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมาในภูมิภาคแชมเปญ ทางด้าน Maxime Toubart ประธานร่วมของ Comite Champagne ได้แสดงทัศนะกับสำนักข่าว AFP ว่า แนวโน้มอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นในอนาคตอาจทำให้สภาพอากาศเช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ภายใน 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"การต่อสู้ระหว่างความต้องการของผู้บริโภคและสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ คงเป็นเรื่องที่สร้างความเครียดไม่น้อยสำหรับผู้ผลิต"
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองทางการตลาด Jane Anson คอลัมนิสต์และผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์จากเมืองบอร์โดซ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Times ว่า แชมเปญที่มีความเข้มข้นหรือดีกรีสูงขึ้นอาจไม่ใช่จุดขายที่ดึงดูดใจผู้ซื้อในยุคปัจจุบัน เนื่องจากผู้คนจำนวนมากกำลังหันไปนิยมเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำลงเรื่อยๆ ทำให้ผู้ผลิตต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการปรับตัวให้สอดรับกับความต้องการของตลาดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน (Climate Change) กำลังสร้างแรงกระแทกต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลก โดยทวีปยุโรปถือเป็นภูมิภาคที่อุณหภูมิสูงขึ้นเร็วที่สุดในโลก หรือเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึงสองเท่า ตามรายงานของหน่วยงานบริการด้านสภาพอากาศคูเปอร์นิคัส (Copernicus) ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดคลื่นความร้อนและไฟป่าลุกลามในฝรั่งเศส แต่ยังบังคับให้ภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมอย่างการทำไร่องุ่นต้องปรับตัวอย่างฉุกเฉินต่อกฎระเบียบและกระบวนการผลิต
สำหรับผู้บริโภคที่รอคอยชิมรสชาติของแชมเปญวินเทจปี 2026 นี้ อาจต้องอดใจรอกันอีกสักระยะ เนื่องจากตามกฎระเบียบข้อบังคับแล้ว แชมเปญจำเป็นต้องผ่านกระบวนการบ่มอย่างน้อย 15 เดือน ทำให้ผลผลิตรุ่นนี้คาดว่าจะยังไม่ปรากฏบนชั้นวางจำหน่ายจนกว่าจะถึงปี 2028 เป็นต้นไป
ที่มา: BBC Science & Environment
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น