ข้ามไปเนื้อหาหลัก

ช่อ-รอมฎอน นำนักศึกษาปัตตานีวิ่ง 5 กม. จี้ กกต. ฟ้องคดีโกง สว.

พรรณิการ์ วานิช และรอมฎอน ปันจอร์ นำทัพนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี วิ่ง 5 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 13 กันยายน เรียกร้อง กกต. สั่งฟ้องคดีโกง สว. 229 คน ก่อนลงมติ 14 กันยายนนี้

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
13 Sep 2026ที่มา: Matichon Politics4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
ช่อ-รอมฎอน นำนักศึกษาปัตตานีวิ่ง 5 กม. จี้ กกต. ฟ้องคดีโกง สว.

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ช่อ พรรณิการ์ และรอมฎอน ปันจอร์ ร่วมวิ่ง 5 กิโลเมตรกับนักศึกษา ม.อ.ปัตตานี
  • รณรงค์ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งฟ้องคดีโกง สว. 229 คน
  • ผู้ร่วมกิจกรรมพร้อมใจแปะสติกเกอร์ข้อความสั่งฟ้อง 229 ตลอดเส้นทาง
  • จับตาการลงมติชี้ขาดของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนนี้

เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา บรรยากาศการเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้เป็นไปอย่างคึกคัก น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า พร้อมด้วยนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งระยะทาง 5 กิโลเมตร ร่วมกับกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และประชาชนทั่วไป โดยมีเป้าหมายหลักในการรณรงค์กดดันให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีคำสั่งฟ้องคดีโกงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 229 คน ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดได้พร้อมใจกันติดสติกเกอร์ที่มีข้อความระบุชัดเจนว่าสั่งฟ้อง 229 บนร่างกายและเสื้อผ้า

สำหรับเส้นทางในการจัดกิจกรรมวิ่งครั้งนี้ เริ่มต้นออกสตาร์ตจากบริเวณลานด้านหลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก่อนจะวิ่งผ่านเส้นทางสำคัญในตัวเมือง ได้แก่ ถนนเจริญประดิษฐ์ ผ่านวงเวียนหอนาฬิกา และแวะเช็คอินจุดแรกที่สำนักงาน กกต. จังหวัดปัตตานีแห่งใหม่ จากนั้นขบวนนักชาและประชาชนได้วิ่งต่อเนื่องไปตามถนนมะกรูด เลี้ยวเข้าถนนพิพิธ พร้อมกับแวะเช็คอินจุดที่สองที่มัสยิดกลางปัตตานี ก่อนจะไปสิ้นสุดกิจกรรมการวิ่งที่ร้านกาแฟนายูบอย ซึ่งภายในร้านได้มีการจัดวงเสวนาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงความสำคัญและผลกระทบของคดีโกง สว. ที่ทาง กกต. มีกำหนดการจะลงมติในวันที่ 14 กันยายนนี้

<
Thailand university campus building exterior

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ภายในวงเสวนาดังกล่าว มีตัวแทนนักศึกษาและประชาชนในพื้นที่ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ โดยระบุถึงปัญหาตัวแทนทางการเมืองในจังหวัดปัตตานีที่มี สว. 2 คน แต่กลับไม่ได้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับคนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยคนหนึ่งมีประวัติเคยรับราชการที่จังหวัดสตูล ขณะที่อีกคนเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี แต่กลับไม่เคยสะท้อนปัญหาหรือเรียกร้องสิทธิให้กับชาวปัตตานีเลยแม้แต่น้อย สะท้อนให้เห็นถึงความห่างเหินระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งกับประชาชนเจ้าของพื้นที่อย่างชัดเจน

การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาและนักการเมืองท้องถิ่นในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองภาคประชาชนในภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มักถูกมองว่าห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจ การนำประเด็นกระบวนการยุติธรรมและปัญหาความโปร่งใสในระดับประเทศอย่างคดี สว. มาเชื่อมโยงกับปัญหาการเป็นตัวแทนท้องถิ่น ถือเป็นการสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่พยายามดึงปัญหาโครงสร้างระดับชาติให้เข้ามาใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น ซึ่งผลการลงมติของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนนี้ จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สังคมจับตาดูบรรทัดฐานของกระบวนการยุติธรรมไทย

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

ด้าน น.ส.พรรณิการ์ ได้กล่าวปราศรัยในวงเสวนาถึงภาพใหญ่ของสังคมไทย โดยระบุว่ายังมีประชาชนจำนวนมากที่มองว่าเรื่องการโกง สว. เป็นเรื่องไกลตัวและไม่เกี่ยวข้องกับปากท้อง แต่แท้จริงแล้วหากประเทศปล่อยให้ผู้กระทำผิดที่มีพยานหลักฐานครบถ้วนสามารถลอยนวลพ้นผิด ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ จะส่งผลให้ประเทศชาติไร้ซึ่งขื่อมีแป และทำให้คนจนต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายที่เข้มงวด ขณะที่คนรวยและผู้มีอำนาจกลับสามารถทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ

"ถ้าเราปล่อยให้การโกงซึ่งหน้าเกิดขึ้นโดยไม่แสดงออกว่าเราไม่เห็นด้วย ต่อไปการโกงแบบหน้าด้านๆ เช่นนี้ก็จะแพร่กระจายไปในทุกวงการ ตอนนี้ก็เห็นในหลายวงการแล้วเช่นการโกงสอบท้องถิ่น ก่อนหน้านี้ก็ไอ้โม่งอมน้ำมัน ตัวต้นตอไม่เคยต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม วันที่ 14 กันยายนนี้ ประชาชนต้องร่วมกันจับตา อย่าให้การโกงหน้าด้านๆ ครอบงำประเทศ อย่าให้ระบอบหน้าด้านกินรวบประเทศ"

พรรณิการ์ วานิช

กรรมการบริหารคณะก้าวหน้าย้ำทิ้งท้ายด้วยว่า สถานการณ์ในปัจจุบันได้ลุกลามไปในหลายวงการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่น หรือกรณีคดีทุจริตในอดีตที่ตัวการใหญ่หรือไอ้โม่งยังคงลอยนวลโดยไม่เคยถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอย่างแท้จริง จึงขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกันจับตาดูการลงมติของ กกต. ในวันที่ 14 กันยายนนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พฤติกรรมการโกงอย่างไร้ยางอายเข้ามาครอบงำและกัดกินอนาคตของประเทศไทยไปมากกว่านี้

ที่มา: Matichon Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้