ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลอังกฤษพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022
RAC เผยราคาน้ำมันเบนซินพุ่ง 169.68p และดีเซลแตะ 191.68p ต่อลิตร สูงสุดตั้งแต่ปี 2022 พิษสงครามตะวันออกกลางและวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งแตะ 169.68p และดีเซล 191.68p ต่อลิตร
- สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านกระทบการผลิตและการขนส่งน้ำมัน
- ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลังความขัดแย้งบานปลาย
- ผู้บริโภคจ่ายค่าน้ำมันรถครอบครัวถัง 55 ลิตรทะลุ 93 และ 105 ปอนด์
สถานการณ์ราคาน้ำมันในสหราชอาณาจักรเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่เมื่อสำนักข่าว RAC รายงานว่าราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลปรับตัวสูงขึ้นจนแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา โดยได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วประเทศ
สถิติล่าสุดระบุว่าราคาเฉลี่ยของน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 169.68 เพนนีต่อลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 191.68 เพนนีต่อลิตร ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการเติมน้ำมันเต็มถังกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงที่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อกว่า 4 ปีที่แล้ว โดยสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อกระบวนการผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบในภูมิภาค

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
วิกฤตการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งทางน้ำที่สำคัญที่สุดของโลกสำหรับน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติเหลว และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ต้องหยุดชะงักลง โดยปกติแล้วเส้นทางนี้รองรับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 20% ของโลก ส่งผลให้ปริมาณอุปทานในตลาดโลกลดลงอย่างฮวบฮาบ แม้ว่าก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน สหรัฐฯ และอิหร่านจะเคยบรรลุข้อตกลงกรอบการทำงานเพื่อยุติการสู้รบชั่วคราว แต่ความตึงเครียดที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งก็ทำให้ราคากลับตัวพุ่งสูงขึ้นทันที
นักวิเคราะห์ตลาดประเมินว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลกมีความผันผวนอย่างหนัก โดยขยับจากระดับประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนเกิดสงคราม พุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเกิน 120 ดอลลาร์ และล่าสุดกลับมายืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งหลังจากเกิดการยกระดับความรุนแรงระลอกใหม่ ทั้งนี้ ทุกๆ ราคาที่เพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการเพิ่มขึ้นประมาณ 7 เพนนีต่อลิตร และเนื่องจากกระบวนการขนส่งน้ำมันต้องใช้เวลา ความเปลี่ยนแปลงในตลาดค้าส่งจึงใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์จึงจะสะท้อนมาถึงปั๊มน้ำมัน
วิกฤตราคาพลังงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซเป็นหลัก แม้จะมีแหล่งน้ำมันในทะเลเหนือแต่ส่วนใหญ่ก็นำไปส่งออกเพื่อกลั่นที่อื่น การที่ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงจึงไม่ใช่แค่เรื่องของปริมาณน้ำมันที่หายไป แต่ยังหมายถึงต้นทุนการขนส่งและค่าประกันภัยเรือสำราญที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งผู้บริโภคต้องแบกรับภาระในระยะยาว
"This takes the cost of filling up a 55-litre family car with unleaded to over £93 and diesel to more than £105."
Williams
ตัวแทนจาก RAC เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากภาวะราคาเช่นนี้ทำให้การเติมน้ำมันรถยนต์ครอบครัวขนาดถัง 55 ลิตรด้วยน้ำมันไร้สารตะกั่วมีต้นทุนทะยานเกิน 93 ปอนด์ ขณะที่น้ำมันดีเซลทะลุกว่า 105 ปอนด์แล้ว อย่างไรก็ตาม หน่วยงานกำกับดูแลตลาดและภาครัฐยืนยันว่ายังไม่พบหลักฐานการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือการกักตุนราคาจากบรรดาผู้ค้าปลีกน้ำมันในช่วงวิกฤตนี้แต่อย่างใด ในขณะที่มาตรการช่วยเหลือประชาชน ทางการสหราชอาณาจักรเคยประกาศเลื่อนการปรับขึ้นภาษีน้ำมัน 5 เดือนออกไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น