สหรัฐฯ ส่งอาวุธสู่วงโคจรโลก: เปิดขุมกำลังยุทโธปกรณ์อวกาศ
สหรัฐฯ ประกาศส่งอาวุธสู่วงโคจรโลก จุดกระแสความกังวลการแข่งขันทางทหารในอวกาศ ท่ามกลางรัสเซียและจีนที่เร่งพัฒนาขีดความสามารถเช่นกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- สหรัฐฯ ประกาศส่งอาวุธสู่วงโคจรโลก จุดประเด็นความมั่นคงอวกาศ
- ผู้เชี่ยวชาญชี้อาวุธอาจใช้รบกวนสัญญาณวิทยุและสื่อสารดาวเทียม
- รัสเซียและจีนดำเนินปฏิบัติการใกล้ชิดดาวเทียมตะวันตกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
- รัสเซียยังมีขีปนาวุธภาคพื้นดินและยิงจากอากาศยานเพื่อทำลายดาวเทียม
การประกาศของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการติดตั้งอาวุธในวงโคจรโลกรอบนี้ ได้สร้างคำถามสำคัญขึ้นมาว่า ยุทโธปกรณ์ประเภทใดกันแน่ที่ถูกส่งขึ้นไป และมันจะมีบทบาทอย่างไรในการที่ชาติมหาอำนาจพยายามแย่งชิงความเป็นใหญ่ในพื้นที่นอกโลก
ในปัจจุบัน กองทัพชั้นนำของโลกต่างก็ส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศเพื่อวัตถุประสงค์หลากหลาย ตั้งแต่การสนับสนุนระบบสื่อสารที่ปลอดภัย การลาดตระเวน ไปจนถึงการให้ข้อมูลพิกัดที่แม่นยำสำหรับการโจมตีเป้าหมายและการตรวจจับการปล่อยขีปนาวุธ และเมื่อการสงครามมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น นักวิเคราะห์จึงคาดการณ์ว่าการใช้ยุทโธปกรณ์ทางทหารในอวกาศจะมีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ดร. บลดิดวิน บอเวน (Dr Bleddyn Bowen) อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์อวกาศจากมหาวิทยาลัยเดอร์แฮม (Durham University) และนักวิจัยรับเชิญด้านวิทยาศาสตร์การทหารจากสถาบันรอยัลยูไนเต็ดเซอร์วิส (RUSI) ระบุว่า เขาสามารถคาดเดาได้เพียงคร่าวๆ เท่านั้นเกี่ยวกับอาวุธที่สหรัฐฯ เพิ่งประกาศออกมา โดยอาวุธลักษณะดังกล่าวมีอยู่บนโลกแล้วและสามารถรบกวนการสื่อสารของดาวเทียมได้ หากตัดการเชื่อมต่อวิทยุ ดาวเทียมดวงนั้นก็จะไร้ประโยชน์ทันที
"ถ้าคุณตัดลิงก์วิทยุออกไป ดาวเทียมของคุณก็จะไร้ประโยชน์มากๆ"
ดร. บอเวน ยังไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ถึงอาวุธที่มีความเสี่ยงและสร้างความเสียหายได้มากกว่า ซึ่งอาจสร้างเศษซากขยะอวกาศจำนวนมากตามมา พร้อมระบุเสริมว่าความเป็นไปได้ที่น้อยกว่าคือยานสังหารด้วยพลังจลน์ (kinetic kill vehicle) ที่สามารถปล่อยกระสุนพุ่งชนและทำลายดาวเทียม หรืออาจเป็นดาวเทียมที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระยะใกล้และเข้าจับกุมดาวเทียมเป้าหมาย
การนำอาวุธเข้าสู่วงโคจรโลกถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้านความมั่นคงระดับโลก เนื่องจากอวกาศเคยถูกมองว่าเป็นเขตปลอดอาวุธตามสนธิสัญญาอวกาศนอกโลก (Outer Space Treaty) ของปี 1967 การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างการทำ Rendezvous and Proximity Operations (RPOs) หรือการบินเข้าใกล้ดาวเทียมดวงอื่น ทำให้เส้นแบ่งระหว่างดาวเทียมพลเรือน ดาวเทียมสอดแนม และอาวุธในอวกาศเริ่มเลือนลางลง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่จากเศษซากอวกาศ (Kessler Syndrome)
แม้ว่าอาวุธที่ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรในครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกของสหรัฐฯ แต่ทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ต่างก็มีอาวุธที่สามารถเล็งและยิงสู่อวกาศมาได้ระยะหนึ่งแล้ว โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัสเซียและจีนได้ดำเนินปฏิบัติการเข้าใกล้และตรวจสอบดาวเทียม (RPOs) ซึ่งรู้จักกันในชื่อการบินวนป่วน (buzzing) ดาวเทียมของชาติสมาชิกตะวันตกบ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตาม ดร. ทอร์ตัน (Thornton) ชี้ว่าแม้รัสเซียอาจมีข้อจำกัดในเรื่องอาวุธในอวกาศและจำนวนดาวเทียม แต่พวกเขากลับชดเชยด้วยขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ โดยรัสเซียมีขีปนาวุธภาคพื้นดินที่สามารถยิงขึ้นสู่อวกาศเพื่อทำลายดาวเทียมในวงโคจรต่ำ (low Earth orbit) รวมถึงขีปนาวุธ ASAT ที่สามารถยิงจากระดับความสูงมากๆ โดยใช้อากาศยานได้อีกด้วย
ที่มา: BBC Science & Environment
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น