ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Chasing Clouds 2026: เมตเปิดนิทรรศการประวัติศาสตร์ท้องฟ้า

นิทรรศการ Chasing Clouds ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน นิวยอร์ก ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2026 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2027 พาสำรวจประวัติศาสตร์การเฝ้ามองท้องฟ้ากว่าสองศตวรรษ

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
16 Sep 2026ที่มา: designboom4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
Chasing Clouds 2026: เมตเปิดนิทรรศการประวัติศาสตร์ท้องฟ้า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • พิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum of Art จัดนิทรรศการ Chasing Clouds พาชมประวัติศาสตร์การมองท้องฟ้ากว่าสองศตวรรษ
  • จัดแสดงผลงานตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2026 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2027 โดยมี Stephen C. Pinson เป็นภัณฑารักษ์
  • ย้อนดูวิวัฒนาการตั้งแต่กระจก Claude mirror ของนักเดินทาง ไปจนถึงภาพถ่ายชุด Equivalents ของ Alfred Stieglitz
  • สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ใช้อุปกรณ์และศิลปะแปลงโฉมท้องฟ้าอย่างไรก่อนยุคกล้องถ่ายรูป

ก่อนที่โลกจะมีกล้องถ่ายรูป มนุษย์ได้หาวิธีแปลงทัศนียภาพรอบตัวให้กลายเป็นภาพมาก่อนแล้ว สิ่งนี้สะท้อนผ่านกระจกสีฟ้าขนาดเล็กที่เรียกว่า Claude mirror ซึ่งจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการ Chasing Clouds ผู้ใช้งานจะไม่มองทิวทัศน์ตรงๆ แต่จะถือกระจกหันหลังให้วิว เพื่อมองภาพสะท้อนขนาดจิ๋ว พื้นผิวโค้งเล็กน้อยของกระจกช่วยบีบอัดมุมมอง ขณะที่กระจกสีเข้มทำให้สีสันดูดาร์กขึ้น ซึ่งอุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่ได้มีแค่ศิลปินที่ใช้ แต่นักท่องเที่ยวในอดีตก็พกพากันเช่นกัน

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum of Art ในนิวยอร์ก กำลังจัดนิทรรศการระยะสั้นที่ชื่อว่า Chasing Clouds ภายใต้การดูแลของ Stephen C. Pinson ภัณฑารักษ์ผู้พาผู้ชมย้อนสำรวจผู้คนที่แหงนมองท้องฟ้ามากว่าหนึ่งร้อยปี ตั้งจิตรกรภาพวาด plein air ที่ศึกษาท้องฟ้าที่เปลี่ยนแปลงในช่วงปี 1800 ไปจนถึง Alfred Stieglitz ที่หันเลนส์กล้องบันทึกภาพก้อนเมฆเกือบทั้งหมดในช่วงปี 1920 หัวข้อเรื่องที่คุ้นตาจนกลายเป็นฉากหลังนี้ กลับมีความเป็นมาที่น่าสนใจยิ่ง

cloud study oil painting art gallery exhibition interior New York

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ศิลปินอย่าง John Constable ได้ยกระดับการมองท้องฟ้าให้กลายเป็นกิจวัตรเฉพาะตัว ในช่วงปี 1820 เขาเดินทางไปยัง Hampstead Heath ในลอนดอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อวาดภาพศึกษาหมู่เมฆ พร้อมกับบันทึกสภาพอากาศ ช่วงเวลา ทิศทางลม และมุมที่เขายืนลงไปบนชิ้นงานโดยตรง ซึ่งเขาเรียกกิจกรรมนี้ว่า skying พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นหอดูดาวธรรมชาติ แม้ผลงานจะยังคงความพริ้วไหวของสีน้ำมันบนกระดาษก็ตาม

ภัณฑารักษ์ Stephen C. Pinson ได้กล่าวในระหว่างงานพรีวิวของนิทรรศการ Chasing Clouds ไว้ว่า:

"สำหรับเขา ท้องฟ้าและแสงในท้องฟ้าคือส่วนที่สำคัญที่สุดของภาพ"

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

Stephen C. Pinson

ในช่วงเวลาเดียวกันที่ Constable แหงนมองฟ้า บรรดานักวิทยาศาสตร์ก็กำลังพยายามจัดระเบียบสิ่งที่พวกเขาเห็นเช่นกัน โดยในปี 1802 Luke Howard ได้เสนอการจำแนกประเภทเมฆที่ยังคงใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน เช่น คิวมูลัสและซีร์รัส แนวคิดของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น เพราะนักประพันธ์อย่างเกอเธ่ได้เขียนตอบรับและเผยแพร่ผลงานของ Howard ให้เพื่อนศิลปินอ่าน รวมถึงกวีนิพนธ์ยุคโรแมนติกที่เริ่มมีภาพก้อนเมฆปรากฏอยู่ทั่วไป

ในทางประวัติศาสตร์ศิลปะและวิทยาศาสตร์ ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่มนุษย์เริ่มแยกแยะและบันทึกธรรมชาติอย่างเป็นระบบ การที่ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ และกวีหันมาสนใจท้องฟ้าพร้อมๆ กัน สะท้อนให้เห็นจุดเปลี่ยนทางความคิดที่มองธรรมชาติไม่ใช่แค่ฉากหลัง แต่เป็นวัตถุแห่งการศึกษาและการสร้างสรรค์ที่ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

เมื่อเทคโนโลยีการถ่ายภาพถือกำเนิดขึ้น หลายคนคาดหวังว่ามันจะให้คำตอบที่ง่ายกว่าเดิม ด้วยการบันทึกโลกตรงหน้าโดยไม่ต้องพึ่งพามือของจิตรกร ทว่าท้องฟ้ากลับเผยข้อจำกัดนั้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสารเคมีในยุคแรกไม่ค่อยตอบสนองต่อแสงสีฟ้า ทำให้ภาพที่จับทิวทัศน์พื้นดินได้ดีมักจะลบก้อนเมฆบนท้องฟ้าหายไปจนหมด

ความซับซ้อนนี้ทำให้ช่างภาพในเวลาต่อมาต้องหาวิธีแก้เกม เช่น การวาดเมฆลงบนฟิล์มเนกาทีฟโดยตรง หรือช่างภาพอย่าง Roger Fenton ที่ปล่อยให้พื้นดินตกลงไปในเงาเข้มเพื่อรักษาภาพท้องฟ้าด้านบนเอาไว้ จนกระทั่ง Alfred Stieglitz ก้าวเข้ามาและตัดองค์ประกอบอื่นๆ ทิ้งไปเกือบหมดที่ Lake George ในทศวรรษ 1920 เขาเริ่มถ่ายภาพเมฆโดยไร้เส้นขอบฟ้าหรือทิวทัศน์คุ้นตา และเรียกภาพเหล่านี้ว่า Equivalents สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อกล้องถ่ายท้องฟ้าได้ง่ายขึ้น ความท้าทายจึงเปลี่ยนไปสู่การใช้เมฆเป็นสื่อกลางถ่ายทอดสิ่งที่กล้องบันทึกตรงๆ ไม่ได้

นิทรรศการ Chasing Clouds เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2026 จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2027 ณ The Metropolitan Museum of Art นิวยอร์ก

ที่มา: designboom

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้