OpenAI: โลกหวาดกลัว AI ได้ แต่ขอให้เชื่อมั่นบริษัทเทคโนโลยี
แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI ยอมรับความกังวลเรื่อง AI เป็นสิ่งชอบธรรม ขณะที่สภาคองเกรสสหรัฐยังไร้กฎหมายควบคุม พร้อมเสียงคัดค้านจากนักการเมืองที่มองว่าไม่ควรให้บริษัทไอทีควบคุมกันเอง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- แซม อัลต์แมน ยอมรับว่าผู้คนมีเหตุผลที่ถูกต้องในการหวาดกลัวและกังวลต่อความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI
- ผู้บริหาร OpenAI เผยว่าสภาคองเกรสสหรัฐยังไม่สามารถออกกรอบกฎหมายควบคุม AI ได้ตามที่คาดการณ์ไว้
- เบอร์นี แซนเดอร์ส และสตีฟ แบนนอน ออกมาคัดค้านแนวคิดให้บริษัทไอทีควบคุมการพัฒนา AI กันเอง
- ซีอีโอ Nvidia และผู้นำอุตสาหกรรมบางส่วนสนับสนุนการกำกับดูแลกันเองภายในภาคเอกชนมากกว่ารัฐบาล
ท่ามกลางความกังวลของสาธารณชนที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงจากปัญญาประดิษฐ์ แซม อัลต์แมน ผู้บริหารสูงสุดของ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ออกมาเปิดเผยว่าผู้คนควรมีความเชื่อมั่นต่อบรรดาบริษัท AI มากขึ้นในการดูแลความปลอดภัยของเทคโนโลยีนี้ โดยเขา (หมายถึง แซม อัลต์แมน) ยอมรับว่าความกังวลของผู้คนนั้นเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้มีการพัฒนาขีดความสามารถไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายมองว่าไม่ควรปล่อยให้ภาคเอกชนกำกับดูแลตัวเอง สมาชิกรัฐบาลอย่างวุฒิสมาชิกฝ่ายซ้าย เบอร์นี แซนเดอร์ส และ สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มที่ออกมากดดันให้มีการควบคุมการใช้งาน AI ให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยแซนเดอร์สระบุว่าการตัดสินใจเรื่อง AI ถูกปล่อยให้ตกอยู่ในมือของมหาเศรษฐีกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ขณะที่แบนนอนระบุว่าประชาชนไม่สามารถไว้ใจกลุ่มเศรษฐีเทคโนโลยีให้ตรวจสอบกันเองได้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระหว่างที่อัลต์แมนเดินทางไปปรากฏตัวในงานประชุมประจำปีที่จัดขึ้นโดยบริษัทซอฟต์แวร์ Salesforce ซึ่งในงานเดียวกันนี้ เจนเซ่น หวง ซีอีโอของ Nvidia บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกจากความต้องการฮาร์ดแวร์ที่พุ่งสูง ก็ได้แสดงความเห็นในทำนองเดียวกันว่า บริษัท AI ควรเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะปล่อยเวอร์ชันใหม่ออกมาหรือไม่ โดยไม่ต้องให้อำนาจภายนอกเข้ามาจัดการ
การถกเถียงเรื่องการกำกับดูแล AI สะท้อนให้เห็นความตึงเครียดระหว่างการเติบโตทางนวัตกรรมกับความปลอดภัยของสังคม ในมุมมองเชิงโครงสร้าง การที่ภาคเอกชนพยายามผลักดันการกำกับดูแลกันเอง (Self-regulation) มักถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ขณะที่ภาครัฐอย่างสภาคองเกรสสหรัฐก็เผชิญข้อจำกัดทั้งด้านความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้กระบวนการออกกฎหมายไม่ทันต่อความเร็วในการพัฒนาของเทคโนโลยี
ในบทสัมภาษณ์กับ Axios เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา อัลต์แมนเปิดเผยว่าเขาเคยคาดหวังว่าสภาคองเกรสจะสร้างกรอบพื้นฐานสำหรับ AI ขั้นสูงหลังจากการเข้าให้การต่อสู้ในสภาเมื่อปี 2023 แต่สิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้นจริง โดยเขาระบุว่าบรรดานักการเมืองกำลังเผชิญความยากลำบากในการตามให้ทันความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และการออกกฎหมายโดยไม่ไปขัดขวางหรือชะลอการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ
บรรยากาศในสภาคองเกรสสหรัฐยังคงเผชิญทางตัน เนื่องจากขาดฉันทามติระหว่างพรรคการเมืองทั้งสองพรรคในวิธีการควบคุม และสภาผู้แทนราษฎรเตรียมจะเข้าสู่ช่วงพักสมัยประชุมอีกครั้งก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่งผลให้กฎหมายความปลอดภัยด้าน AI ฉบับใหม่ยังไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็วๆ นี้ แม้ว่าสมาชิกสภาจะเพิ่งกลับจากการพักร้อนช่วงฤดูร้อนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาก็ตาม
"สถาบันเดียวที่ชาวอเมริกันอาจจะไว้วางใจน้อยกว่าวอชิงตันในยุคนี้ก็คือซิลิคอนแวลี"
แพทริก ฮิลแมน
ด้าน แพทริก ฮิลแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Logical Intelligence แสดงมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อความไว้วางใจในภาคเทคโนโลยี โดยระบุว่าทั้งวอชิงตันและซิลิคอนแวลีต่างสูญเสียความเชื่อมั่นจากประชาชน และตั้งคำถามกลับไปยังบริษัทเทคโนโลยีว่าหากสิ่งที่พวกเขาสร้างมันมีความอันตรายจริง ช่วยแสดงให้เห็นหน่อยว่ามีอะไรบ้างที่พวกเขาพร้อมจะหยุดทำ
ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้นำจากค่าย AI รายใหญ่อื่นๆ เช่น ดาริโอ อาโมเดีย จาก Anthropic, เดมิส ฮัสซาบิส จาก Google DeepMind และอีลอน มัสก์ ต่างเคยออกมาเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกัน โดยอาโมเดียเคยเรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนา AI และให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมอุตสาหกรรมนี้ แต่ในวันอังคารที่ผ่านมา บรรดาผู้นำ AI กลับเริ่มกลับมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการกำกับดูแลกันเองมากกว่าการเข้ามามีส่วนร่วมของรัฐบาล
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น