ธนาคารกลางสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 3.75%-4% เป็นเอกฉันท์ เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จี้ให้ลดดอกเบี้ยด่วน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 3.75%-4%
- เป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023
- โดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงคัดค้านและจี้ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงโดยเร็ว
- ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานสู่ 7% ทันที
ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 3.75%-4% จากเดิมที่ระดับ 3.5%-3.75% โดยเป็นการตัดสินใจด้วยมติเอกฉันท์ เพื่อมุ่งเป้าชะลอการพุ่งขึ้นของราคาสินค้าและควบคุมปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงยืดเยื้อ การขยับปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสามปี นับตั้งแต่การปรับขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 และเกิดขึ้นหลังจากที่เคยมีการปรับลดลงไปเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา
การตัดสินใจดังกล่าวเผชิญกับแรงต้านอย่างรุนแรงจากโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งออกมากดดันอย่างต่อเนื่องว่าอัตราดอกเบี้ยควรอยู่ที่ระดับ 1% หรือต่ำกว่านั้น เนื่องจากสหรัฐฯ มีความน่าเชื่อถือด้านเครดิตที่ดีที่สุดในโลก ทรัมป์ยังได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในเวลาต่อมาเพื่อเร่งรัดให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ สมาชิกลรรคเดโมแครตประจำรัฐสภาแสดงความกังวลว่ามาตรการนี้จะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูงขึ้น และผลักดันให้ชาวอเมริกันต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินที่เพิ่มพูน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดระบุว่า แม้ภายในคณะผู้นำจะมีทัศนคติในเชิงบวก แต่เงินเฟ้อยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยเป้าหมายของธนาคารกลางคือการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับ 2% หรือต่ำกว่า ซึ่งอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่เหนือระดับเป้าหมายนี้นานกว่าห้าปีแล้ว ปัญหานี้ส่งผลให้ค่าครองชีพกลายเป็นหนึ่งในความกังวลลำดับต้นๆ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน
การตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายเชิงนโยบายท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองและวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทำหน้าที่เป็นเครื่องมือหลักในการดึงสภาพคล่องส่วนเกินออกจากระบบและชะลอการใช้จ่าย แม้ว่าจะช่วยลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อในระยะยาว แต่ก็แลกมาด้วยต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นสำหรับภาคธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งอาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น สะท้อนถึงความพยายามของธนาคารกลางทั่วโลก เช่น ธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษ ที่ต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อรับมือกับแรงกระแทกด้านราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน
"LOWER THE INTEREST RATES FOR THE UNITED STATES OF AMERICA, AND FAST!"
Donald Trump
ผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ทำให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ หลายแห่ง อาทิ เจพีมอร์แกน, คีย์คอร์ป และบีเอ็นวาย ต่างปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พื้นฐานสู่ระดับ 7% จากเดิม 6.75% ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่ออัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะที่ต้นทุนสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือ mortgages ก็มีแนวโน้มขยับสูงขึ้นเช่นกัน แม้ว่าเจ้าของบ้านจำนวนมากที่มีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยคงที่ 30 ปีหรือ 15 ปีจะไม่ได้รับผลกระทบต่อยอดผ่อนชำระรายเดือนในทันที เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของสินเชื่อบ้านแบบคงที่ 30 ปีอยู่ที่ 6.76% และแบบ 15 ปีอยู่ที่ 6.09% ตามข้อมูลจากเฟรดดี้ แม็ค

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สำหรับแนวโน้มในอนาคต ผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่ของเฟดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยอาจถูกปรับขึ้นอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้สู่ระดับ 4%-4.25% และอาจขยับขึ้นไปแตะ 4.25%-4.5% ในปีหน้า ก่อนที่จะเริ่มมีรอบการปรับลดลงในปี 2028 และ 2029 ตามลำดับ ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาจะค่อยๆ ผ่อนคลายลง และอัตราเงินเฟ้อจะทยอยลดลงสู่เป้าหมายของเฟดภายในปี 2029
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น