ยา Enhertu รักษาโรคมะเร็งเต้านม บรรจุใน NHS ของอังกฤษแล้ว
ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมในอังกฤษเข้าถึงยาต่อชีวิต Enhertu ได้แล้ววันนี้ หลัง NICE ปรับเกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าและอานิสงส์จากข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม HER2-low ในอังกฤษเข้าถึงยา Enhertu ผ่านระบบ NHS ได้แล้ว
- ยาตัวนี้ช่วยยืดอายุผู้ป่วยเฉลี่ยเกือบ 7 เดือน และบางรายอยู่ได้นานขึ้นสูงสุด 3 ปี
- NICE พลิกคำตัดสินเดิมหลังปรับเพิ่มเพดานการจ่ายเงินต่อปีสุขภาวะ (QALY) จาก 30,000 เป็น 35,000 ปอนด์
- คาดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลดีต่อผู้ป่วยประมาณ 1,000 คนต่อปีในอังกฤษ
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมชนิดลุกลามที่รักษาไม่หายในประเทศอังกฤษ กำลังได้รับความหวังครั้งใหม่หลังยาต่อชีวิตชื่อดังอย่าง Enhertu บรรจุเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เคยถูกปฏิเสธจากหน่วยงานด้านสุขภาพว่ามีราคาสูงเกินไปเมื่อสองปีที่ผ่านมา
ยา Enhertu มีความสามารถในการยืดอายุขัยของผู้ป่วยเฉลี่ยเกือบ 7 เดือน และในผู้ป่วยบางรายอาจช่วยให้อยู่ได้นานขึ้นถึง 3 ปีเต็ม โดยก่อนหน้านี้ผู้หญิงในสกอตแลนด์สามารถเข้าถึงยาตัวนี้ผ่าน NHS มาตั้งแต่ปี 2023 และยังมีวางจำหน่ายในอีก 26 ประเทศทั่วยุโรป ขณะที่เวลส์เตรียมจะอนุมัติตามมาในเร็วๆ นี้เช่นกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นจากการรณรงค์อย่างต่อเนื่องของกลุ่มองค์กรการกุศลและผู้ป่วยนับตั้งแต่ปี 2024 หลังจากที่สถาบันวิจัยความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการดูแลแห่งชาติ (NICE) เคยระบุว่ายาตัวนี้ไม่คุ้มค่าคุ้มราคา ส่งผลให้แพทย์ในอังกฤษสามารถเริ่มสั่งจ่ายยาได้ตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไป แม้ว่าคำแนะนำดังกล่าวจะยังไม่มีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติในไอร์แลนด์เหนือก็ตาม
"Enhertu can be life-changing, and this recommendation means NHS patients will finally be able to benefit from it."
ยุตต์ คูเปอร์ (Yvette Cooper) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษ กล่าวว่ายานี้สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ป่วยได้ และการแนะนำครั้งนี้ทำให้ผู้ป่วยในระบบ NHS ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง พร้อมทั้งยกย่องความพยายามของนักรณรงค์และองค์กรการกุศลที่ไม่เคยหยุดกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงนโยบายของ NICE ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข โดยแนวคิด QALY (Quality-Adjusted Life Year) หรือปีสุขภาวะที่ปรับด้วยคุณภาพ เป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้คำนวณความคุ้มค่าของการลงทุนด้านยา การขยายเพดานงบประมาณและการปรับวิธีวัดคุณภาพชีวิตในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันจากทั้งภาคประชาชนและปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคที่ทำให้ภาครัฐต้องยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้น
การตัดสินใจอนุมัติครั้งนี้จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ป่วยหญิงประมาณ 1,000 คนต่อปีที่มีภาวะมะเร็งเต้านมชนิด HER2-low ซึ่งเป็นชนิดย่อยที่มักมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น กระดูกและปอด หนึ่งในผู้ป่วยที่เผชิญกับสถานการณ์นี้คือ เคต วิลส์ (Kate Wills) วัย 51 ปี ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่ยังคงใช้ชีวิตประจำวัน ทำงานตำแหน่งใหญ่โต และทำหน้าที่ภรรยาและแม่ได้อย่างเต็มที่ โดยมีความหวังสูงสุดคือการมีชีวิตอยู่จนกว่าลูกๆ จะเรียนจบ
แหล่งข่าวระบุว่า บริษัทผู้ผลิตยาอย่าง Daiichi Sankyo และ AstraZeneca ไม่ได้ลดราคารubยาลงอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ถูกปฏิเสธในครั้งแรก แต่สาเหตุหลักที่ทำให้ NICE พลิกคำตัดสินมาจากข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรตกลงที่จะใช้งบประมาณด้านเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้น 25% ประกอบกับการปรับเกณฑ์การคำนวณ QALY จากเดิม 30,000 ปอนด์ เป็น 35,000 ปอนด์ต่อปีสุขภาวะ รวมถึงการปรับวิธีวัดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ที่มา: BBC Health
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น