ทีมนักวิจัยใช้ Claude เจาะระบบ OpenAI สำเร็จใน 72 ชม.
ทีมนักวิจัยอิสระ 3 คนจาก Hacktron ใช้ Claude ของ Anthropic เจาะระบบบัญชีพนักงาน OpenAI ผ่านช่องโหว่รูปภาพ HEIF ในเวลาไม่ถึง 72 ชั่วโมง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ทีมนักวิจัย 3 คนใช้เวลาไม่ถึง 72 ชั่วโมงเจาะระบบ OpenAI โดยใช้ Claude Opus 4.8 และ 5
- เจาะผ่านช่องโหว่การประมวลผลภาพ HEIF บนบริการฟอรัม Discourse
- เข้าถึง GitHub repository หรือ Monorepo ที่เก็บความลับอัลกอริทึมของ OpenAI ได้
- โครงการ HEIF Heist ใช้งบโทเค็นไม่ถึง 3,000 ดอลลาร์ และใช้เวลาปรับแต่งเพียง 1-2 วัน
ทีมนักวิจัยความปลอดภัยอิสระจำนวน 3 คนจากบริษัท Hacktron สามารถเจาะเข้าสู่ระบบบัญชีของพนักงาน OpenAI ได้สำเร็จโดยอาศัยความช่วยเหลือจากโมเดล AI ของ Anthropic อย่าง Claude Opus 4.8 และ 5 ซึ่งกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่ถึง 72 ชั่วโมงเท่านั้น ตามรายงานจาก The Wall Street Journal
ช่องโหว่ดังกล่าวเกิดขึ้นผ่าน Discourse ซึ่งเป็นบริการบุคคลที่สามที่ใช้โฮสต์ฟอรัมชุมชนของ OpenAI โดยนักวิจัยได้ใช้ประโยชน์จากปัญหาในระบบประมวลผลไฟล์ภาพ HEIF ประกอบกับซอฟต์แวร์ฟอรัมเพื่อเจาะระบบเข้าไป ข้อมูลระบุว่า Claude Opus 5 เปิดตัวในช่วงค่ำของวันที่ 24 กรกฎาคม และภายในเวลา 10.00 น. ของวันถัดมา ทีมงานก็สามารถใช้มันเจาะระบบ RCE บน Discourse Cloud และเข้าถึงอินสแตนซ์ของ OpenAI ได้สำเร็จ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
จากการเจาะระบบครั้งนี้ ทีมงานสามารถเข้าถึง GitHub repository ของ OpenAI ที่เรียกว่า Monorepo ซึ่งมีรายงานว่าเก็บข้อมูลความลับด้านอัลกอริทึมของบริษัทเอาไว้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ดึงโค้ดภายในออกไปตรงๆ แต่ก็เลือกที่จะส่ง pull request จากบัญชี Codex ของพนักงานเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าสามารถเข้าถึงระบบได้จริง
"I don’t think we are as strong as Chinese threat actors… We’re just three guys with Claude and Codex subscriptions."
โครงการที่มีชื่อว่า HEIF Heist นี้ใช้เวลาปรับแต่งเพียง 1 ถึง 2 วันเท่านั้นเพื่อให้สามารถใช้โจมตีบริษัทอื่นๆ ได้ด้วย เช่น Slack, Meta, GitHub Enterprise, Rails, Next.js และ ImageMagick โดยใช้งบประมาณในการซื้อโทเค็น AI ไปไม่ถึง 3,000 ดอลลาร์ และจากการตรวจสอบพบว่ามีเพียง Shopify รายเดียวเท่านั้นที่สามารถตรวจจับการโจมตีนี้ได้
เหตุการณ์นี้นับเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการทำภารกิจเจาะระบบ (Penetration Testing) โดยการใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ช่วยลดอุปสรรคและระยะเวลาในการหาช่องโหว่ได้อย่างมหาศาล ทำให้กลุ่มคนจำนวนน้อยที่มีเครื่องมือ AI สามารถสร้างความท้าทายด้านความปลอดภัยให้กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกได้
ปัจจุบันช่องโหว่ดังกล่าวได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้วโดยทาง Discourse และ OpenAI โดยทาง Hacktron เปิดเผยว่า OpenAI ได้จ่ายเงินรางวัลจำนวน 6,500 ดอลลาร์ให้สำหรับการค้นพบบั๊กครั้งนี้
ที่มา: The Verge
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น