ข้ามไปเนื้อหาหลัก

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำชุดไทยสู่เวทีโลก ณ กรุงโตเกียว

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์ประธานจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
20 Sep 2026ที่มา: Thairath Lifestyle4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงนำชุดไทยสู่เวทีโลก ณ กรุงโตเกียว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงเป็นองค์ประธานจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม ณ กรุงโตเกียว
  • งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 กันยายน 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว
  • จัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ และเสื้อพระราชทาน 3 แบบ พร้อมงานช่างฝีมือ
  • ไทยเตรียมผลักดันชุดไทยขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกับยูเนสโกในปี 2569

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินงานเชิงรุกเพื่อยกระดับองค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องแต่งกายประจำชาติสู่เวทีสากล ผ่านการจัดกิจกรรม “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–18 กันยายน 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานทั้ง 3 แบบ เพื่อเผยแพร่ความงดงามและอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าให้ชาวต่างชาติได้ประจักษ์

ภายในงานได้มีการจัดแสดงนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 รูปแบบ ซึ่งได้รับการตัดเย็บอย่างประณีตโดยห้องเสื้อ Tirapan และห้องเสื้อภา ควบคู่ไปกับการจัดนิทรรศการฉลองพระองค์กิโมโนของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่รังสรรค์ขึ้นจากผ้าไหมมัดหมี่ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังได้ชมการสาธิตงานศิลปหัตถกรรมชั้นสูงหลากหลายแขนง อาทิ การพันดิ้น การปักสดึงกรึงไหม งานช่างเครื่องเงินเครื่องทอง กระเป๋าผ้าเทคนิคประคบทองโบราณ และผ้าไหมทอลายมงคล ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามรดกวัฒนธรรมไทยชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุในอดีต หากแต่เป็นมรดกที่มีชีวิตชีวาและสามารถปรับประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างลงตัว

การนำชุดไทยพระราชนิยมไปจัดแสดงในระดับนานาชาติครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) การผสานงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยช่วยให้คนรุ่นใหม่และชาวต่างชาติเข้าถึงคุณค่าของผ้าไทยได้ง่ายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในเวทีโลก

รากฐานสำคัญของการพัฒนาชุดไทยพระราชนิยมนี้สืบเนื่องมาจากพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงทุ่มเทกำลังพระวรกายในการอนุรักษ์และสืบสานเครื่องแต่งกายไทย โดยทรงศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์การแต่งกายของสตรีไทยอย่างเป็นระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ จนเกิดเป็นมาตรฐานการแต่งกาย 8 รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งได้รับพระราชทานนามตามพระที่นั่งและพระตำหนัก พร้อมด้วยเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษอีก 3 รูปแบบ

8รูปแบบชุดไทยพระราชนิยม
3รูปแบบเสื้อพระราชทานบุรุษ

ในอดีต สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงใช้ฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมเป็นสื่อกลางทางวัฒนธรรมในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2503 ซึ่งสร้างความประทับใจระดับสากล และนำไปสู่ความร่วมมือประวัติศาสตร์กับ ปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบแฟชั่นโอต์กูตูร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศสในการนำผ้าไหมไทยไปตัดเย็บตามแบบสากล

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

Thailand silk textile traditional craft exhibition

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

เพื่อเป็นการสืบสานมรดกอันล้ำค่านี้อย่างยั่งยืน คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อปี 2567 เห็นชอบให้เสนอ “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” ต่อองค์การยูเนสโก เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล สมัยที่ 21 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2569 ณ เมืองเซียะเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน

"ชุดไทยพระราชนิยม ไม่เพียงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย ทว่ายังเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ส่งต่อสู่การพัฒนาอัตลักษณ์ไทยในบริบทโลก"

รายงานพิเศษ Thairath Lifestyle

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงพลวัตของวัฒนธรรมไทยที่พร้อมก้าวไปข้างหน้า การตีความใหม่ในมิติร่วมสมัยทำให้งานหัตถศิลป์ไทยกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา พร้อมสร้างความภาคภูมิใจและได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างมั่นคง

ที่มา: Thairath Lifestyle

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้