โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งกองกำลัง AI และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดูแล
โดนัลด์ ทรัมป์ เผยแผนตั้งกองกำลัง AI และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจ พร้อมปัดตกเสียงเตือนเรื่องความเสี่ยงด้านความปลอดภัยว่าเป็นเรื่องหลอกลวง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนจัดตั้งกองกำลัง AI (AI Force) และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ดูแลเฉพาะด้าน
- ทรัมป์ยืนยันรัฐบาลจะไม่ขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ พร้อมปฏิเสธเสียงเตือนภัย
- ประเด็น AI จะถูกหารือร่วมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการพบปะกันสัปดาห์หน้า
- ผู้นำบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Anthropic และ OpenAI เคยออกมาเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนาเพื่อความปลอดภัย
โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของเขาจะไม่มีการขัดขวางหรือจำกัดการเติบโตของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ พร้อมทั้งสวนกระแสเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายที่ต้องการให้ชะลอการพัฒนา AI ออกไปก่อน จนกว่าจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมมากกว่านี้ ทรัมป์ระบุว่ารัฐบาลจะจัดตั้งกองกำลัง AI หรือ AI Force ขึ้น พร้อมทั้งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่พิเศษด้านปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำหน้าที่ดูแลโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมหรือกำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัดสำหรับแผนการดังกล่าว ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางกระแสความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยี AI ซึ่งกระตุ้นให้เกิดเสียงเรียกร้องให้มีการดำเนินมาตรการร่วมกันในการควบคุมการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ เทคโนโลยี AI ได้กลายมาเป็นจุดศูนย์กลางของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็นสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่พยายามชิงความได้เปรียบทางเทคโนโลยีขั้นสูง โดยคาดว่าประเด็นนี้จะเป็นหนึ่งในหัวข้อหารือเมื่อทรัมป์พบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในสัปดาห์หน้า
ในด้านการรับมือกับปัญหาอาชญากรรม ทรัมป์ระบุว่ารัฐบาลจะใช้ระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและทางแพ่งที่มีอยู่แล้ว เพื่อจัดการกับผู้ไม่หวังดีที่นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด นอกจากนี้ เขายังคงยืนยันคำกล่าวเดิมว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความกังวลเกี่ยวกับอันตรายของ AI นั้นเป็นเรื่องหลอกลวง (hoax) ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่นักวิจัยทั้งในปัจจุบันและอดีตเคยออกมาเตือนว่าเทคโนโลยีนี้อาจเป็นอันตรายต่อมนุษยชาติ โดยมีนักวิจัยรายหนึ่งระบุว่ามีความเสี่ยงมากกว่า 10% ที่ AI อาจทำลายล้างมนุษย์ทุกคน ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมอย่างมากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต่างแข่งขันกันพัฒนา AI ระดับสูง รวมถึงการสร้างปัญญาประดิษฐ์เหนือมนุษย์ (super intelligence) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีตามทฤษฎีที่มีความฉลาดเหนือกว่ามนุษย์ โดยบริษัทชั้นนำอย่าง Anthropic ผู้พัฒนา Claude, OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT และ Google ผู้พัฒนา Gemini ต่างเคยเปิดเผยเหตุการณ์การละเมิดความปลอดภัย หรือกรณีที่แชตบอตของตนถูกนำไปใช้ในกิจกรรมอันตราย ดาริโอ อาโมเดอี หัวหน้าผู้บริหารของ Anthropic เคยออกมาเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI พร้อมเสนอให้มีการกำกับดูแลและตรวจสอบการพัฒนาโมเดลโดยอิสระ ขณะที่แซม อัลต์แมน จาก OpenAI และอีลอน มัสก์ จาก xAI ต่างเห็นพ้องกับข้อเสนอแนะดังกล่าว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การประกาศจัดตั้งกองกำลัง AI และการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจของโดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการดึงอำนาจควบคุมเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์มาไว้ในมือรัฐบาล ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดกับจีน การที่ทรัมป์มองว่าความกังวลด้านความปลอดภัยเป็นเรื่องหลอกลวงขัดแย้งโดยตรงกับเสียงเตือนจากบรรดาซีอีโอและนักพัฒนาแนวหน้า สะท้อนมุมมองที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการครองความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมมากกว่าการชะลอเพื่อสร้างมาตรการควบคุม ซึ่งอาจทำให้ทิศทางกฎหมาย AI ของสหรัฐฯ ในอนาคตมีความซับซ้อนและเผชิญแรงเสียดทานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมากขึ้น
แจ็ค คลาร์ก ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic เคยเปิดเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า อุตสาหกรรมอาจจำเป็นต้องมีสวิตช์ตัดการทำงานฉุกเฉิน (kill switch) ที่บุคคลที่สามสามารถตรวจสอบได้เพื่อความปลอดภัย ความกังวลเหล่านี้ทำให้สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ พยายามเสนอร่างกฎหมายควบคุมเทคโนโลยี แต่แซม อัลต์แมน กลับระบุว่าวอชิงตันกำลังประสบปัญหาในการตามให้ทันความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความรวดเร็วในการออกกฎระเบียบ พร้อมแนะให้ผู้คนเชื่อมั่นในบริษัท AI มากขึ้น
ในส่วนของสหราชอาณาจักร สมาชิกรัฐสภาและคณะกรรมาธิการร่วมด้านสิทธิมนุษยชน (JCHR) ได้เตือนถึงความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ โดยระบุว่ากฎหมายที่มีอยู่เดิมยังไม่ครอบคลุมเพียงพอต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี และได้เผยแพร่รายงานเรียกร้องให้มีการออกร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อจัดการกับภัยคุกคามเหล่านี้อย่างจริงจัง
ที่มา: BBC Science & Environment
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น