ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 แจก 1,000 บาทผ่านแอปเป๋าตัง เช็กวิธีรับสิทธิ์
เช็กเงื่อนไขและวิธีรับสิทธิ์เงิน 1,000 บาทในโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ผ่านแอปเป๋าตัง พร้อมกติกากดรับสิทธิ์ ยืนยันตัวตน และข้อควรระวังจากมิจฉาชีพ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- คนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป รายได้ไม่เกิน 3 แสน และเงินฝากไม่เกิน 5 แสนมีสิทธิ์รับเงิน 1,000 บาท
- ผู้เคยได้สิทธิ์เฟส 1 กดกดยืนยันตัวตนบนแอปเป๋าตังใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่
- วงเงินช่วยเหลือใช้จ่ายแบบร่วมจ่าย 60/40 สูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน นาน 2 เดือน
- ห้ามกดลิงก์ SMS หรือโหลดแอปนอกสโตร์ทางการเพื่อป้องกันมิจฉาชีพหลอกดูดเงิน
การตรวจสอบสิทธิ์และขั้นตอนการยืนยันตัวตนถือเป็นหัวใจสำคัญในการเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ซึ่งหากปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกำหนดเวลา อาจทำให้พลาดวงเงินช่วยเหลือมูลค่า 1,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังไปอย่างน่าเสียดาย กระทรวงการคลังได้วางเกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิ์ที่มีความเดือดร้อนจริง โดยผู้เข้าร่วมต้องมีสัญชาติไทย มีบัตรประจำตัวประชาชน และมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ลงทะเบียน
นอกจากนี้ยังมีเกณฑ์รายได้และเงินฝากที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด โดยผู้มีสิทธิ์ต้องมีรายได้ประเมินต่อปีไม่เกิน 300,000 บาท ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร และมียอดเงินฝากรวมทุกบัญชีธนาคารไม่เกิน 500,000 บาท สำหรับผู้ที่เคยได้รับสิทธิ์ในเฟส 1 มาก่อน สามารถรับสิทธิ์ในเฟส 2 ต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่ยังคงต้องเข้าไปกดกดยืนยันตัวตนและอัปเดตข้อมูลบนแอปพลิเคชันตามระยะเวลาที่กำหนด ขณะที่ผู้ไม่เคยเข้าร่วมต้องลงทะเบียนผ่านช่องทางทางการเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติใหม่ทั้งหมด ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือรับสวัสดิการรัฐอื่นควรตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะของกระทรวงการคลังอีกครั้ง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
เมื่อมั่นใจว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน ขั้นตอนการรับสิทธิ์และการใช้งานบนแอปพลิเคชันเป๋าตังมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อป้องกันระบบหนาแน่นหรือการยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ โดยมีขั้นตอนดังนี้
- ดาวน์โหลดหรืออัปเดตแอปพลิเคชันเป๋าตังเวอร์ชันล่าสุดผ่านทาง App Store หรือ Google Play Store เท่านั้น
- เข้าสู่ระบบด้วยหมายเลขบัตรประชาชนและรหัสผ่าน จากนั้นเลือกเมนูโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ผ่านระบบ G-Wallet
- ตรวจสอบสถานะสิทธิ์ กดปุ่มยอมรับเงื่อนไข และดำเนินการสแกนใบหน้าในพื้นที่แสงสว่างเพียงพอโดยไม่สวมหมวกหรือแว่นตากันแดด
หากระบบแจ้งว่าการยืนยันตัวตนไม่สำเร็จ ควรเว้นระยะเวลาแล้วลองใหม่อีกครั้ง หรือเดินทางไปติดต่อจุดบริการของธนาคารรัฐที่เข้าร่วมโครงการเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่
"ห้ามกดลิงก์จาก SMS หรืออีเมล ภาครัฐไม่มีนโยบายส่งข้อความ SMS แนบลิงก์เพื่อให้ลงทะเบียน ยืนยันตัวตน หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวโดยเด็ดขาด"
ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย
เมื่อได้รับวงเงิน 1,000 บาทเรียบร้อยแล้ว การนำไปใช้จ่ายจะต้องอยู่ภายใต้กรอบเวลา 2 เดือนนับตั้งแต่วันแรกที่เปิดระบบจนถึงวันสิ้นสุดโครงการ โดยใช้รูปแบบร่วมจ่าย 60/40 ที่รัฐออกให้ 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% จำกัดวงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อวัน หากใช้ไม่หมดภายในเวลาที่กำหนด เงินคงเหลือจะถูกดึงกลับเข้าระบบทันที โดยสามารถใช้จ่ายได้เฉพาะกับร้านค้าชุมชน ร้านธงฟ้า ร้านค้าขนาดเล็ก และผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินเท่านั้น ไม่สามารถใช้กับห้างสรรพสินค้าใหญ่หรือซูเปอร์มาร์เก็ตต่างชาติได้
โครงการลักษณะนี้มักดึงดูดกลุ่มมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสสร้างแอปพลิเคชันปลอมหรือส่ง SMS หลอกลวง การทำความเข้าใจโครงสร้างการทำงานของแอปเป๋าตังและการจำกัดสิทธิ์เฉพาะร้านค้าถุงเงิน จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินและป้องกันการถูกขโมยข้อมูลส่วนบุคคลผ่านลิงก์อันตราย
สิ่งสำคัญที่ต้องระวังคือข้อห้ามในการนำวงเงินไปซื้อสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ลอตเตอรี่ บัตรเติมเงิน ทองคำ และการชำระหนี้สินทุกประเภท นอกจากนี้ควรระมัดระวังแก๊งมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่โทรมาขอข้อมูลส่วนตัวหรือรหัส OTP รวมทั้งห้ามดาวน์โหลดไฟล์ APK นอกสโอร์ตอร์ทางการอย่างเด็ดขาด
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น