ไขความลับพิมพ์ทรงเจด็จ พระสมเด็จวัดระฆังฯ มุมมองช่างหลวงและอิทธิพลพระแก้วมรกต
เจาะลึกที่มาและความหนาเป็นพิเศษของพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์และเกศบัวตูม พร้อมมุมมองการแกะแม่พิมพ์ที่ได้รับอิทธิพลจากพระแก้วมรกตและเทคนิคทัศนียภาพตะวันตก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์และเกศบัวตูมมีความหนาเป็นพิเศษมากกว่าปกติถึงสองเท่า
- ช่างทองหลวงใช้พระแก้วมรกตทรงเครื่องฤดูฝนเป็นต้นแบบในการแกะแม่พิมพ์ทั้งสองพิมพ์นี้
- การแกะแม่พิมพ์พิมพ์ทรงเจดีย์ใช้มุมมองด้านหน้าค่อนมาทางซ้ายประมาณ 45 องศา
- พิมพ์ทรงใหญ่นำพระประธานยิ้มรับฟ้ามาเป็นต้นแบบและใส่เทคนิคทัศนียภาพตะวันตกเต็มรูปแบบ
การศึกษาองค์ความรู้จากบันทึกของ นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ระบุว่า พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงเจดีย์ และพิมพ์ทรงเกศบัวตูม เป็นสองพิมพ์ทรงที่มีความหนาเป็นพิเศษซึ่งอาจหนามากกว่าปกติถึงสองเท่า สาเหตุเนื่องจากเป็นการเริ่มต้นแกะแม่พิมพ์อย่างประณีตโดยช่างทองหลวง หลังจากที่เคยทดลองแกะพิมพ์ทรงฐานแซมที่มีความหย่อนความประณีตไปก่อนหน้านั้น ประกอบกับยังมีเนื้อมวลสารเหลืออยู่จำนวนมาก จึงทำให้ช่างสามารถกดพิมพ์พระได้อย่างเต็มที่ โดยพิมพ์ทรงเกศบัวตูมถูกแกะขึ้นก่อนและมีมวลสารผสมอยู่มากกว่าพิมพ์ทรงเจดีย์เล็กน้อย
บทความจาก “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เคยนำเสนอข้อสังเกตว่า ช่างหลวงน่าจะถอดแบบการแกะพิมพ์ทรงเจดีย์และพิมพ์ทรงเกศบัวตูมมาจาก “องค์พระแก้วมรกต” ที่ทรงเครื่องทรงฤดูฝน สังเกตได้จากพระเศียรขนาดใหญ่ พระกรรณบายศรีที่คล้ายการสวมพระศกศิราภรณ์ รวมถึงพระหนุที่อูมใหญ่คล้ายกับพระแก้วมรกต โดยเฉพาะพิมพ์ทรงเกศบัวตูมที่มีความล่ำสันใกล้เคียงกันมากที่สุด ขณะที่พิมพ์ทรงเจดีย์บางพิมพ์ย่อยมีความลึกของลำพระองค์มากในลักษณะประติมากรรมแบบนูนสูงเช่นเดียวกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ลำดับการสร้างแม่พิมพ์เริ่มต้นจากพิมพ์ทรงเกศบัวตูมและพิมพ์ทรงเจดีย์ ตามด้วยพิมพ์ทรงใหญ่ที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าใช้ “พระประธานยิ้มรับฟ้า” ในพระอุโบสถวัดระฆังฯ เป็นแม่แบบ โดยมีความเป็นสังเขปและนำเทคนิค “ทัศนียภาพ” หรือมุมมองตามสายตามนุษย์แบบตะวันตกมาใช้เต็มรูปแบบ ถือเป็นการพัฒนาขั้นสูงสุด ส่วนพิมพ์ปรกโพธิ์สันนิษฐานว่าสร้างในวาระพิเศษภายหลัง โดยดัดแปลงจากแม่พิมพ์เดิมตามบันทึกของ ตรียัมปวาย
การนำเทคนิคทัศนียภาพ (Perspective) มาใช้ในการแกะแม่พิมพ์พระเครื่องในยุคสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สะท้อนให้เห็นถึงการเปิดรับวิทยาการและมุมมองศิลปะตะวันตกที่เริ่มเข้ามาในสยามช่วงเวลานั้น ช่างหลวงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พุทธศิลป์แบบดั้งเดิม แต่ยังกล้าทดลองนำมิติของแสงเงาและมุมมองสายตามาสร้างความสมจริงให้กับองค์พระ ซึ่งกลายมาเป็นจุดศึกษาสำคัญในการแยกแยะพิมพ์ทรงในปัจจุบัน
เมื่อพิจารณาความสมมาตร พบว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯ เกือบทุกพิมพ์มีความสมมาตร ยกเว้นพิมพ์ทรงใหญ่ที่นั่งตะแคงขวาเนื่องจากช่างใช้มุมมองด้านหน้าค่อนไปทางซ้าย สำหรับพิมพ์ทรงเจดีย์แม้จะดูสมมาตรในภาพรวม แต่กลับมีตำหนิพิมพ์ทรงที่จำเพาะเจาะจงอยู่สามประการ ได้แก่ ปลายฐานชั้นบนสุดด้านขวาองค์พระแอ่นขึ้นเหมือนเรือใบ วงแขนคอดรัดเข้าหาลำตัว และซอกรักแร้ด้านซ้ายสูงกว่าด้านขวาเล็กน้อย
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” วิเคราะห์ว่าลักษณะเฉพาะเหล่านี้เกิดจากการที่ช่างใช้มุมมองจากด้านหน้าค่อนมาทางซ้ายมือประมาณ 45 องศาขณะแกะแม่พิมพ์พิมพ์ทรงเจดีย์ ส่งผลให้เกิดความโค้งของฐานรองพระแก้วมรกต แขนที่คอดเข้าหาตัว และความสูงของซอกรักแร้ที่ไม่เท่ากัน รวมถึงตุ่มบนพระเกศที่ค่อนไปทางขวา แม้จะมีการใช้มุมมองเฉียงราว 45 องศา แต่ช่างก็ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องทัศนียภาพเท่ากับพิมพ์ทรงใหญ่ที่ใช้มุมมอง 15 ถึง 30 องศา ทำให้พิมพ์ทรงเจดีย์ยังคงความรู้สึกโดยรวมว่ามีความสมมาตรอยู่
ที่มา: Thairath Lifestyle
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น