ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด สมศักดิ์ ตาไชย อดีตเลขาฯ สกสค.
ป.ป.ช. มีมติชี้มูล นายสมศักดิ์ ตาไชย อดีตรองเลขาธิการและเลขาธิการ สกสค. ร่ำรวยผิดปกติกว่า 35.9 ล้านบาท เมื่อ 21 ก.ย. 2569

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นายสมศักดิ์ ตาไชย ร่ำรวยผิดปกติ
- มูลค่าทรัพย์สินรวมสูงถึง 35,991,076.88 บาท
- พบเงินฝากในบัญชีบุตรและที่ดินงอกเงยหลายรายการ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีสำคัญทางวินัยและกฎหมาย โดยมีมติชี้มูลความผิดอดีตผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานด้านการศึกษาในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งถือเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินครั้งสำคัญขององค์กร
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงผลการไต่สวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด โดยระบุว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิด นายสมศักดิ์ ตาไชย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และต่อมาได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการ สกสค.
จากการไต่สวนเส้นทางการเงินเชิงลึกของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบว่าความผิดปกติเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นายสมศักดิ์ดำรงตำแหน่งสำคัญ โดยแบ่งออกเป็นช่วงระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ในฐานะรองเลขาธิการ สกสค. และต่อเนื่องในช่วงที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สกสค. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นมา ซึ่งมีการตรวจพบพฤติกรรมสะสมทรัพย์สินที่สัมพันธ์กับรายได้ที่แท้จริงอย่างผิดปกติวิสัย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
รายละเอียดจากการไต่สวนยังชี้ให้เห็นถึงประเภทของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและไม่สามารถชี้แจงที่มาที่ไปได้อย่างถูกกฎหมาย โดยพบรายการเงินฝากในบัญชีธนาคารของบุตรสูงถึง 19,100,000 บาท นอกจากนี้ยังพบรายการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินและสิ่งปลูกสร้างงอกเงยเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 4 รายการ ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ตรวจพบในคดีนี้ ทำให้มียอดรวมสุทธิสูงถึง 35,991,076.88 บาท
การชี้มูลความผิดในคดีร่ำรวยผิดปกติตามกฎหมาย ป.ป.ช. เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่มุ่งเน้นการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐควบคู่กับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน (Financial Trail) เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือไม่สามารถแสดงที่มาของรายได้ที่สุจริตได้ ขั้นตอนต่อไปมักนำไปสู่การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน รวมถึงการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายฟอกเงินหรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ทางสำนักงาน ป.ป.ช. จะได้ส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินจำนวนดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินต่อไป พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น