10 ทริคเด็ด Proton VPN ที่ผู้ใช้งานทุกคนควรเรียนรู้
เจาะลึก 10 ฟีเจอร์และเทคนิคการใช้งาน Proton VPN ทั้ง Split tunneling, Connection profiles และ Stealth protocol เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ใช้ Split tunneling แยกการรับส่งข้อมูลเพื่อความเร็ว
- ตั้งค่า Connection profiles เพื่อความสะดวกในการเชื่อมต่อ
- เปิดใช้งาน Kill switch ป้องกันข้อมูลรั่วไหลเมื่อเน็ตหลุด
การใช้งาน VPN หรือ Virtual Private Network ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวขณะท่องโลกอินเทอร์เน็ต และ Proton VPN ก็เป็นหนึ่งในบริการที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยบทความนี้นำเสนอเทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้คุณใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ฟีเจอร์แรกคือ Split tunneling ซึ่งช่วยให้คุณสามารถเลือกเส้นทางการรับส่งข้อมูลผ่าน VPN เฉพาะบางแอปพลิเคชันหรือที่อยู่ IP ได้ โดยแบ่งเป็น Exclude mode สำหรับยกเว้นแอปที่ไม่ต้องการความปลอดภัยสูงเพื่อรักษาความเร็ว และ Include mode สำหรับแอปที่ต้องใช้ความปลอดภัยเป็นพิเศษ เช่น การทำธุรกรรมธนาคาร

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นอกจากนี้ Proton VPN ยังมีส่วนขยายสำหรับเบราว์เซอร์ Chrome และ Firefox ที่ช่วยปกป้องข้อมูลเฉพาะภายในเบราว์เซอร์ โดยผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าการยกเว้นหรือรวมเว็บไซต์เฉพาะโดเมนได้ตามต้องการ ช่วยลดปัญหาความหน่วงในการใช้งานเว็บไซต์ทั่วไป
การสร้าง Connection profiles เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ช่วยประหยัดเวลา โดยคุณสามารถบันทึกการตั้งค่าตำแหน่งที่ตั้งและโปรโตคอลที่ใช้บ่อย เพื่อเชื่อมต่อได้ทันทีผ่านแท็บ Profiles และยังสามารถประยุกต์ใช้เพื่อเลี่ยงการปรับราคาตั๋วเครื่องบินหรือโรงแรมตามภูมิภาคได้อีกด้วย
การใช้งาน VPN ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความเป็นส่วนตัวอีกต่อไป แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรเครือข่ายภายในบ้านและการทะลวงข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ซึ่งฟีเจอร์อย่าง Split tunneling และโปรโตคอลพิเศษช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่างความเร็วและความปลอดภัย
สำหรับผู้ที่มีอุปกรณ์เครือข่ายภายในบ้าน เช่น เครื่องพิมพ์ หรือฮาร์ดไดรฟ์ ฟีเจอร์ LAN connections จะช่วยให้อุปกรณ์เหล่านี้สื่อสารกันเองได้โดยไม่ต้องผ่านอุโมงค์ VPN สำหรับสมาชิกแบบชำระเงิน นอกจากนี้ยังมีโปรโตคอลที่หลากหลาย เช่น OpenVPN, WireGuard และ Stealth protocol ที่ช่วยอำพรางการเชื่อมต่อให้เหมือนทราฟฟิก HTTPS ปกติเพื่อเลี่ยงการบล็อก
สุดท้ายคือนักพัฒนาได้ใส่ฟีเจอร์สำคัญอย่าง Kill switch และ NetShield มาให้ โดย Kill switch จะช่วยตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทันทีหาก VPN หลุดเพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล ส่วน NetShield ทำหน้าที่บล็อกโฆษณา ตัวติดตาม และมัลแวร์ในตัว
ที่มา: Lifehacker
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น