ยอดกู้ยืมพุ่ง 1.83 หมื่นล้านปอนด์ กดดันงบประมาณอังกฤษ
สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษระบุยอดกู้ยืมเดือนสิงหาคมพุ่งแตะ 1.83 หมื่นล้านปอนด์ สูงกว่าคาด 3.5 พันล้านปอนด์ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ยอดกู้ยืมภาครัฐเดือนสิงหาคมพุ่งสูงถึง 1.83 หมื่นล้านปอนด์ สูงกว่าการคาดการณ์ 3.5 พันล้านปอนด์
- อัตราเงินเฟ้ออังกฤษแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ 3.1% ได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันและผลกระทบจากตะวันออกกลาง
- ดอกเบี้ยหนี้สาธารณะพุ่งแตะ 8.8 พันล้านปอนด์ สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติในปี 1997
- นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่ารัฐบาลอาจต้องหาเงินเพิ่มราว 1.5 หมื่นล้านปอนด์เพื่อชดเชยการขาดดุล
กระทรวงการคลังสหราชอาณาจักรเผชิญกับสถานการณ์ท้าทายครั้งใหญ่ หลังจากตัวเลขการกู้ยืมของภาครัฐในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาทะยานขึ้นอย่างไม่คาดคิด โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติหรือ ONS เปิดเผยว่ายอดการกู้ยืม ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างรายรับจากภาษีและการใช้จ่ายของรัฐ อยู่ที่ระดับ 1.83 หมื่นล้านปอนด์ ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเกือบหนึ่งในห้า และสูงกว่าที่นักพยากรณ์ทางเศรษฐกิจคาดการณ์ไว้ถึง 3.5 พันล้านปอนด์
สาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขการกู้ยืมพุ่งสูงขึ้นมาจากปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงตัวในระดับสูง โดยอัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรในเดือนสิงหาคมได้ขยับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ 3.1% ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงผลักดันมาจากราคาเชื้อเพลิงอย่างน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
แม้ว่ารายรับจากภาษีในเดือนสิงหาคมจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่การเติบโตดังกล่าวกลับตามไม่ทันรายจ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มสูงขึ้นตามภาวะราคาสินค้า ทั้งในส่วนของการบริการสาธารณะ สวัสดิการสังคม และต้นทุนการดำเนินงานอื่น ๆ ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อชำระหนี้พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 8.8 พันล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขสำหรับเดือนสิงหาคมที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลมาในปี 1997
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับจอห์น ฮีลีย์ (John Healey) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางมาแถลงงบประมาณฉบับแรกในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ โดยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเพื่อการศึกษาทางการคลังหรือ IFS ออกมาเตือนว่า สัดส่วนการใช้จ่ายไปกับดอกเบี้ยหนี้สินได้กลายเป็นภาระก้อนโตที่น่ากังวลสำหรับงบประมาณแผ่นดิน
"ทั้งต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นต่างทำให้ชีวิตของรัฐมนตรีคลังยากลำบากยิ่งขึ้น ในยามที่ต้องการลดการกู้ยืมและเพิ่มงบใช้จ่ายในวาระเร่งด่วนของรัฐบาล"
นิก ริธพาท นักเศรษฐศาสตร์วิจัยจาก IFS

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
บริบทเพิ่มเติม: วิกฤตหนี้สาธารณะและอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งสูงในสหราชอาณาจักรสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจมหภาค ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาพลังงานโลก และภาระผูกพันระยะยาว เช่น ดัชนีราคาค้าปลีก (Retail Prices Index) ที่เชื่อมโยงกับดอกเบี้ยหนี้ส่วนใหญ่ ซึ่งมักจะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป การที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณภายใต้กฎเกณฑ์ทางการคลังที่เข้มงวด ทำให้ช่องว่างในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเหลือจำกัด และอาจบีบให้รัฐบาลต้องพิจารณามาตรการภาษีที่เข้มงวดขึ้น
บรรดานักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักมองตรงกันว่า รัฐบาลอาจจำเป็นต้องจัดหาเงินสดเพิ่มขึ้นราว 1.5 หมื่นล้านปอนด์ ซึ่งความเป็นไปได้ทางปฏิบัติคือการปรับขึ้นภาษี เพื่อให้สามารถรักษากฎเกณฑ์การใช้จ่ายที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ขณะที่รูท เกรโกรี (Ruth Gregory) รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics ระบุว่านี่คือฉากหลังที่มืดมนสำหรับการจัดทำงบประมาณฤดูใบไม้ร่วง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวทำให้รัฐบาลมีความเสี่ยงที่จะต้องกู้ยืมเงินเกินกว่าที่ประมาณการไว้อย่างต่อเนื่อง
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น