ข้ามไปเนื้อหาหลัก

ความจริงเรื่องแคลอรีจากสมาร์ทวอทช์: เชื่อถือได้แค่ไหน

ผลการศึกษาชี้อุปกรณ์ฟิตเนสแทรกเตอร์คำนวณแคลอรีพลาดเป้าบ่อยครั้ง เผยตัวเลขความคลาดเคลื่อนจาก Apple, Garmin และแบรนด์ดัง

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
23 Sep 2026ที่มา: Lifehacker3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
ความจริงเรื่องแคลอรีจากสมาร์ทวอทช์: เชื่อถือได้แค่ไหน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • สมาร์ทวอทช์และฟิตเนสแทรกเตอร์คำนวณการเผาผลาญแคลอรีจากการประเมิน ไม่ใช่การวัดค่าโดยตรง
  • งานวิจัยปี 2020 เผย Garmin ประเมินแคลอรีต่ำไป 69% ส่วน Apple และ Polar ประเมินสูงเกินจริง 58% และ 69%
  • ความแม่นยำยังขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านร่างกาย เช่น ปริมาณไขมันในร่างกายของผู้ใช้งาน

เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบอุปกรณ์สวมใส่อย่างสมาร์ทวอทช์และฟิตเนสแทรกเตอร์ทำการประเมินอุปกรณ์ มักจะให้ความสำคัญกับความถูกต้องของก้าวเดิน อัตราการเต้นของหัวใจ หรือแม้กระทั่งการทดสอบ VO2max ในห้องปฏิบัติการ แต่มีสิ่งหนึ่งที่มักไม่นำมาทดสอบความแม่นยำ นั่นคือตัวเลขการเผาผลาญแคลอรี เนื่องจากอุปกรณ์แต่ละรุ่นไม่มีทางแสดงผลตรงกัน และนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้ก็ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ใช้งานได้จริงสำหรับการเลือกซื้ออุปกรณ์

ก่อนยุคของฟิตเนสแทรกเตอร์ ผู้คนต้องคำนวณแคลอรีคร่าวๆ จากขนาดร่างกาย เพศ และอายุ หรือดูตัวเลขบนเครื่องออกกำลังกาย ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ก็ไม่ได้แม่นยำนัก การมาถึงของอุปกรณ์บนข้อมือจึงเป็นเรื่องปฏิวัติวงการ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคลาดเคลื่อนสูง

แหล่งข้อมูลหลักที่อุปกรณ์ใช้วัดแคลอรีคือข้อมูลการเคลื่อนไหวจากมาตรความเร่ง (accelerometer) และข้อมูลอัตราการเต้นของหัวใจ หากใส่นาฬิกาแล้วแขนแกว่งเป็นจังหวะ อุปกรณ์จะเดาว่ากำลังเดิน แต่หากมีการกระโดดถี่ๆ ขยับข้อมือสั้นลง ก็จะคิดว่ากำลังวิ่ง

smartwatch heart rate fitness tracking screen

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

หากมนุษย์เราเป็นหุ่นยนต์ที่มีรูปแบบการเคลื่อนไหวเหมือนกันทั้งหมด วิธีการคำนวณด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์นี้อาจได้ผล แต่ความเป็นจริงมนุษย์มีความซับซ้อน ตัวอย่างเช่น การสวมใส่อุปกรณ์ที่ข้อมือซ้ายหรือขวาอาจทำให้จำนวนก้าวต่างกัน นอกจากนี้เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบออปติคัลอาจมีความแม่นยำน้อยกว่าในผู้ที่มีผิวเข้มเมื่อเทียบกับผิวขาว และที่สำคัญการเผาผลาญแคลอรีไม่ได้มาจากการวัดโดยตรง แต่เป็นการประมาณค่าผ่านอัลกอริทึมที่แตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท

การที่บริษัทผู้ผลิตไม่ต้องเปิดเผยอัลกอริทึมหรือผ่านการตรวจสอบความแม่นยำก่อนวางจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคต้องตัดสินใจซื้อโดยอิงจากคำกล่าวอ้างของแบรนด์เท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าวงการเทคโนโลยีสวมใส่ยังขาดมาตรฐานกลางที่บังคับใช้อย่างจริงจังในการวัดผลด้านสุขภาพ

ผลการศึกษาจากปี 2020 ที่ตรวจสอบอุปกรณ์จาก Apple, Garmin, Polar และ Fitbit พบว่าอุปกรณ์ส่วนใหญ่มีความไม่แม่นยำมากกว่าความแม่นยำ โดยกำหนดเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนไว้ที่ไม่เกินบวกหรือลบ 3% เมื่อเทียบกับห้องปฏิบัติการ:

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

69%Garmin ประเมินต่ำไป
58%Apple Watch ประเมินสูงไป
69%Polar ประเมินสูงไป

นอกจากนี้ งานวิจัยในปี 2022 ที่เปรียบเทียบ Apple Watch 6, Fitbit Sense และ Polar Vantage V พบว่าอุปกรณ์ทุกรุ่นได้รับผลประเมินว่ามีความแม่นยำต่ำในการทำกิจกรรมทุกรูปแบบ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนตั้งแต่ 15% ถึง 30%

ผลงานวิจัยในปี 2025 เกี่ยวกับ Apple Watch ยังระบุว่า การเผาผลาญแคลอรีมีความคลาดเคลื่อนโดยเฉลี่ยประมาณ 18% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอนิกส์ (IEC) เสนอไว้ว่าไม่ควรเกิน 10% แม้ว่ารุ่นใหม่อาจจะพัฒนาขึ้นก็ตาม

งานวิจัยล่าสุดในปี 2026 ยังพบว่าปริมาณไขมันในร่างกาย (adiposity) ส่งผลต่อความแม่นยำ ยิ่งผู้ใช้งานมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายสูงเท่าไหร่ ผลลัพธ์การคำนวณแคลอรีก็ยิ่งมีความคลาดเคลื่อนมากยิ่งขึ้น โดยพบว่า Garmin Forerunner 955 และ Samsung Galaxy Watch 5 มีการประเมินที่สูงเกินจริงอย่างมาก

ที่มา: Lifehacker

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้