พ.ร.บ.ล้มละลาย 2569: พ.ต.อ.ทวี เผยสภาผ่านกฎหมายฟื้นธุรกิจ
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง โพสต์ความสำเร็จวันที่ 23 ก.ย. 2569 หลังร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ฉบับใหม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร มุ่งเปลี่ยนกฎหมายลงโทษสู่การฟื้นฟูคนและเศรษฐกิจ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พ.ร.บ.ล้มละลาย ฉบับใหม่ ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้วในวันที่ 23 ก.ย. 2569
- พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เผยจุดเปลี่ยนจากการใช้กฎหมายลงโทษสู่กลไกการฟื้นฟูคนและธุรกิจ
- กฎหมายฉบับนี้ต่อยอดจากงานของกมธ. ชุดสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ที่เคยประชุมค้างไว้ 9 ครั้ง
- มุ่งสร้างนวัตกรรมการเงินใหม่เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้และขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจภาพรวม
เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และในฐานะคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความยินดีและบอกเล่าเบื้องหลังความสำเร็จ หลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติล้มละลายฉบับปรับปรุงใหม่ สามารถผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรได้เป็นที่เรียบร้อย โดยระบุว่าความสำเร็จในครั้งนี้เปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญในการพลิกโฉมกฎหมายล้มละลายของประเทศไทย จากเดิมที่มุ่งเน้นกระบวนการลงโทษและบังคับคดี มาสู่การเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูชีวิตของลูกหนี้ ฟื้นฟูผู้ประกอบการธุรกิจ ตลอดจนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
พ.ต.อ.ทวี ได้ย้อนเหตุการณ์ให้ฟังถึงเส้นทางอันยาวนานกว่ากฎหมายฉบับนี้จะเดินทางมาถึงจุดนี้ โดยระบุว่ากฎหมายฟื้นฟูฉบับดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นได้ภายในวันเดียวหรือชั่วข้ามคืน ย้อนกลับไปในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ตัวเขาเองเคยดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว คนที่หนึ่ง ซึ่งในตอนนั้นทางคณะกรรมาธิการได้ทำการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายไปแล้วถึง 9 ครั้ง จนกระทั่งสามารถพิจารณาร่างกฎหมายในชั้นกมธ.เสร็จสิ้นสมบูรณ์ และเตรียมที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาเพื่อพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ต่อไป แต่ทว่าน่าเสียดายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ตัดสินใจประกาศยุบสภาเสียก่อน ทำให้กระบวนการทั้งหมดต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว

ภาพโดย charlesdeluvio / Unsplash
แม้จะต้องพบกับอุปสรรคจากการยุบสภาในอดีต แต่ความตั้งใจในการผลักดันกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาปากท้องและวิกฤตทางการเงินของประชาชนก็ยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการปัดฝุ่นและผลักดันต่อจนประสบความสำเร็จผ่านสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด ท่ามกลางความคาดหวังของภาคธุรกิจและประชาชนว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นทางออกสำคัญในการช่วยปลดล็อกภาระหนี้สิน
การปฏิรูปกฎหมายล้มละลายจากแนวคิดแบบลงโทษ (Punitive Approach) สู่การฟื้นฟู (Rehabilitative Approach) ถือเป็นเทรนด์สากลที่หลายประเทศนำมาใช้รับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจยุคใหม่ เนื่องจากในอดีตกฎหมายล้มละลายมักเน้นการยึดทรัพย์และตัดสิทธิ ซึ่งทำให้ลูกหนี้ไร้ทางกลับมาตั้งตัว ส่งผลเสียต่อวงจรเศรษฐกิจเพราะธุรกิจที่อาจมีศักยภาพกลับต้องปิดตัวถาวร การมีกลไกทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้เจรจาปรับโครงสร้างหนี้จึงช่วยรักษาการจ้างงานและมูลค่าทางเศรษฐกิจไว้ได้มากกว่า
ทั้งนี้ การผ่านพ้นขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎรนับเป็นก้าวสำคัญ แต่ยังคงต้องติดตามกระบวนการในขั้นตอนถัดไปตามข้อกฎหมาย เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศใช้เป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการและเกิดผล Aปฏิบัติจริงในการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตทางการเงิน
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น