ข้ามไปเนื้อหาหลัก

สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดเจรจาครั้งแรก หลังทรัมป์ขู่กวาดล้าง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐฯ และอิหร่านประชุมร่วมกันที่ยูเอ็นในนิวยอร์ก ท่ามกลางคำขู่ใช้กำลังทหารขั้นเด็ดขาดจากโดนัลด์ ทรัมป์

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
23 Sep 2026ที่มา: BBC World2 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
สหรัฐฯ-อิหร่านเปิดเจรจาครั้งแรก หลังทรัมป์ขู่กวาดล้าง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • เจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากเจรจารอบใหม่ที่สำนักงานใหญ่ UN ในนิวยอร์ก
  • โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่กวาดล้างอิหร่านอย่างรวดเร็วหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้ง
  • การเจรจามีขึ้นท่ามกลางวิกฤตการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุสที่กระทบอุปทานน้ำมันโลกถึง 20%

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่านได้จัดการเจรจาร่วมกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงในเดือนมิถุนายนพังทลายลง การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) ในนครนิวยอร์ก โดยมีกาตาร์ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย

การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติประจำปี โดยฝั่งอิหร่านส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม ขณะที่สหรัฐฯ ส่ง สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวแทนหารือ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าการพูดคุยดำเนินผ่านตัวกลางตลอดทั้งวัน

20%ของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวโลกเคยผ่านช่องแคบฮอร์มุสก่อนเกิดสงคราม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวที UN โดยระบุถึงทางเลือกที่รุนแรงว่าเขาอาจเลือกใช้วิธีทำลายล้างอิหร่านอย่างรวดเร็ว หากไม่สามารถตกลงกันได้ พร้อมทั้งตั้งคำถามต่อที่ประชุมว่าควรจะทำลายล้างอิหร่านเพื่อให้สิ้นซากหรือไม่

"Or do I annihilate the Islamic Republic and do it quickly, never giving them a chance to kill and destroy people and countries again?"

โดนัลด์ ทรัมป์
United Nations conference room meeting interior

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

แม้ทรัมป์จะใช้ยุทธศาสตร์การทูตเชิงบีบบังคับด้วยการขู่ใช้กำลังทหารขั้นเด็ดขาดควบคู่กับการเปิดช่องเจรจา แต่การหารือความยาวสามชั่วโมงนอกรอบการประชุมยังไม่มีรายงานความคืบหน้าหรือข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม โดยทางฝั่งอิหร่านยังคงยืนกรานให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดก่อน

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

ยุทธศาสตร์การทูตเชิงบีบบังคับ (Coercive Diplomacy) ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นำมาใช้ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความพยายามสร้างแรงกดดันสูงสุดทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร พร้อมๆ กับการเปิดช่องทางการเจรจาผ่านชาติคนกลางอย่างกาตาร์ ปัจจัยเร่งสำคัญประการหนึ่งคือการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งทำให้ประเด็นวิกฤตต่างประเทศและความผันผวนของราคาน้ำมันกลายเป็นโจทย์การเมืองภายในที่สำคัญ

สถานการณ์ความตึงเครียดยังคงดำเนินต่อไปนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยมีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุส ส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกสะดุดลงและราคาพลังงานผันผวนอย่างหนัก ขณะที่ชาติตะวันตกและพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียยังคงเผชิญกับผลกระทบจากการสู้รบที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงโดยง่าย

ที่มา: BBC World

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้