ข้ามไปเนื้อหาหลัก

ครม. ไฟเขียวงบ 1.5 หมื่นล้าน ลุยประกันภัยพิบัติ 30 ล้านหลังคาเรือน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบ 15,500 ล้านบาท จัดซื้อประกันภัยพิบัติครอบคลุม 30 ล้านหลังคาเรือนและกลุ่มเปราะบาง เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 2569 ถึง 1 ต.ค. 2570

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
24 Sep 2026ที่มา: Khaosod Politics2 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
ครม. ไฟเขียวงบ 1.5 หมื่นล้าน ลุยประกันภัยพิบัติ 30 ล้านหลังคาเรือน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ครม. อนุมัติงบ 15,500 ล้านบาท จัดทำโครงการประกันภัยพิบัติทั่วประเทศ
  • แบ่งเป็นงบประกันที่อยู่อาศัย 15,000 ล้านบาท และประกันอุบัติเหตุ 500 ล้านบาท
  • ให้ความคุ้มครองบ้านเรือนประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน เริ่ม 1 ต.ค. 2569 ถึง 1 ต.ค. 2570

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย ในการจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 15,500 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้พักอาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยรวมถึงกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถเข้าถึงความคุ้มครองจากภัยธรรมชาติได้อย่างทันท่วงที ครอบคลุมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับที่อยู่อาศัยและการเสียชีวิตจากภัยพิบัติประเภทอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

สำหรับกรอบวงเงินงบประมาณ 15,500 ล้านบาทดังกล่าว ได้ถูกจัดสรรแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ค่าใช้จ่ายสำหรับเบี้ยประกันภัยที่อยู่อาศัยแบบกลุ่ม เป็นจำนวนเงิน 15,000 ล้านบาท และค่าเบี้ยประกันภัยอุบัติเหตุแบบกลุ่ม อีกจำนวน 500 ล้านบาท โดยกำหนดกรอบระยะเวลาในการคุ้มครองตามกรมธรรม์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ไปจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570

15,500ล้านวงเงินงบประมาณรวม
30ล้านหลังคาเรือนที่ได้รับความคุ้มครอง

ทางรัฐบาลได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะสามารถให้ความคุ้มครองแก่ที่อยู่อาศัยของประชาชนได้ประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน โดยอ้างอิงสถิติจำนวนบ้านเรือนจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ที่บันทึกไว้ ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ซึ่งตั้งเป้าหมายให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยความเสียหายอย่างรวดเร็วและทั่วถึงยิ่งขึ้น ผ่านกลไกการถ่ายโอนความเสี่ยงจากสาธารณภัยด้วยระบบประกันภัย

การนำระบบประกันภัยมาใช้เป็นเครื่องมือถ่ายโอนความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Transfer) ถือเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน เพราะช่วยลดภาระการเยียวยาแบบใช้งบประมาณปกติที่มักมีขั้นตอนเบิกจ่ายล่าช้า โดยการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่าน คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทย จะช่วยให้กระบวนการประเมินความเสียหายและการจ่ายสินไหมทดแทนมีความโปร่งใสและรวดเร็วขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางสากลในการรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในขั้นตอนการปฏิบัติงาน ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับทางสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อคัดเลือกและจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคงทางการเงิน และมีศักยภาพเพียงพอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว เสมอภาค และครอบคลุมทั่วถึงทุกพื้นที่

ที่มา: Khaosod Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้