เจ้าชายแฮร์รีทรงกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับท้องถิ่น
เจ้าชายแฮร์รีทรงเรียกร้องในงาน Skift Global Forum ให้ภาคการท่องเที่ยววัดความสำเร็จของจุดหมายปลายทางควบคู่กับผลกำไร พร้อมชี้ว่าอุตสาหกรรมนี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 7.3%

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เจ้าชายแฮร์รีทรงเรียกร้องให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของท้องถิ่น
- ทรงชี้ว่าบริษัทท่องเที่ยวควรวัดผลความสำเร็จของจุดหมายปลายทางควบคู่ไปกับตัวชี้วัดทางธุรกิจแบบดั้งเดิม
- อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสร้างก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกประมาณ 7.3% อ้างอิงจาก World Travel & Tourism Council
- Travalyst ภายใต้การก่อตั้งของพระองค์ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันเก็บข้อมูลและโมเดลคำนวณการปล่อยมลพิษจากรถไฟ
เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ และผู้ก่อตั้งองค์กร Travalyst ทรงขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุม Skift Global Forum เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยทรงกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืนของคนในท้องถิ่นและสถานที่ท่องเที่ยว เนื่องจากความสำเร็จทางธุรกิจในระยะยาวไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากจุดหมายปลายทางที่มีความสมบูรณ์
พระองค์ทรงระบุว่าผู้บริหารในภาคธุรกิจท่องเที่ยวควรประเมินความสำเร็จของจุดหมายปลายทางด้วยความเข้มข้นเดียวกับการวัดตัวเลขทางธุรกิจ เช่น อัตราส่วนรายได้ต่อห้องพักรวม (RevPAR) และอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร พร้อมทั้งตั้งคำถามท้าทายให้ผู้บริหารนำงบประมาณที่ใช้ไปกับเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปี 2026 มาเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ใช้ในการดูแลสุขภาพระยะยาวของสถานที่ท่องเที่ยวที่ธุรกิจต้องพึ่งพาอาศัย

ภาพโดย Teemu Paananen / Unsplash
การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความไม่พอใจในท้องถิ่นต่างๆ จากปัญหาการท่องเที่ยวหนาแน่นเกินไป รวมถึงวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ เช่น คลื่นความร้อนรุนแรง ไฟป่า และภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ทั้งนี้ ข้อมูลจาก World Travel & Tourism Council ระบุว่าภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางทั่วโลกมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 7.3%
“เราต้องตระหนักว่าไม่มีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใดที่จะประสบความสำเร็จได้ หากไม่มีจุดหมายปลายทางที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน”
เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์
องค์กร Travalyst ซึ่งพระองค์ทรงริเริ่มก่อตั้งขึ้นในปี 2019 ร่วมกับพันธมิตรรายใหญ่ เช่น Expedia Group, Booking.com, Google และ Amadeus ได้ระบุในรายงานความคืบหน้าปี 2025 ว่าการปกป้องชุมชนและจุดหมายปลายทางคือลำดับความสำคัญสูงสุด โดยองค์กรได้พัฒนา Data Hub สำหรับข้อมูลด้านความยั่งยืน ร่วมมือกับ Amadeus พัฒนาแอปพลิเคชันมือถือเพื่อเก็บข้อมูลในพื้นที่ห่างไกล และนำโมเดลคำนวณการปล่อยมลพิษจากรถไฟของ Squake มาใช้งาน
การเรียกร้องของเจ้าชายแฮร์รีสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามผลักดันแนวคิด Regenerative Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู ซึ่งก้าวข้ามการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนทั่วไป (Sustainable Tourism) โดยมุ่งเน้นให้ธุรกิจท่องเที่ยวคืนกำไรและสร้างผลกระทบเชิงบวกกลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากอย่างเป็นรูปธรรม แทนที่จะมองจุดหมายปลายทางเป็นเพียงสินค้าเพื่อการทำกำไรฝ่ายเดียว
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น