Fauxductivity ภาวะแกล้งยุ่งในที่ทำงาน โชว์ภาพลักษณ์แทนผลงาน
ทำความรู้จัก Fauxductivity หรือภาวะแกล้งยุ่งที่พนักงานและหัวหน้างานมักทำเพื่อเอาตัวรอด สะท้อนปัญหาจากวัฒนธรรมองค์กรและระบบการทำงานที่เป็นพิษ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Fauxductivity คือการสร้างภาพว่าทำงานหนักแต่ไม่มีเนื้องานจริง
- ข้อมูลจาก Forbes ระบุว่าหัวหน้างานแกล้งทำเป็นยุ่งบ่อยกว่าลูกน้อง
- สาเหตุหลักมาจากความเครียด แรงกดดัน และระบบประเมินที่เน้นความพร้อม
- วิธีแก้ต้องเริ่มจากการปรับวัฒนธรรมองค์กรและสร้างเป้าหมายที่ชัดเจน
ในโลกการทำงานปัจจุบัน หลายคนอาจเคยเจอเพื่อนร่วมงานหรือแม้แต่ตัวเองที่ตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า Fauxductivity หรือภาวะแกล้งยุ่ง ซึ่งเป็นพฤติกรรมการสร้างภาพว่ากำลังทำงานอย่างหนักหน่วง แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่มีเนื้องานที่เป็นชิ้นเป็นอันออกมาให้เห็น พฤติกรรมที่มักพบเจอได้บ่อย ได้แก่ การชอบเข้าร่วมประชุมที่ไม่จำเป็น การเปิดโปรแกรมออนระบบทิ้งไว้เพื่อให้หน้าจอขึ้นสถานะแอคทีฟตลอดเวลา หรือการเอ่ยปากบอกใครต่อใครว่าตัวเองกำลังยุ่งมาก แต่พอถูกถามเจาะลึกถึงความคืบหน้าของงาน กลับตอบได้เพียงแค่คำว่ายุ่งมากโดยไม่มีผลงานมาแสดง
ประเด็นที่น่าสนใจและสร้างความประหลาดใจให้หลายคนคือ พฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับพนักงานระดับปฏิบัติการเท่านั้น แต่จากข้อมูลของ Forbes เผยว่าบรรดาหัวหน้างานเองก็ยอมรับว่าพวกเขามีพฤติกรรมแกล้งทำเป็นยุ่งบ่อยครั้งกว่าลูกน้องในทีมเสียอีก และด้วยความที่หัวหน้าเองก็ทำเช่นนี้ จึงทำให้เกิดความระแวงว่าลูกน้องในการปกครองกำลังแกล้งทำเป็นยุ่งอยู่เช่นเดียวกัน กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันภายในองค์กร
เมื่อทั้งหัวหน้าและลูกน้องต่างแสดงละครว่าตนเองดูยุ่งตลอดเวลา ปัญหานี้จึงไม่ใช่เรื่องของความขี้เกียจส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่เป็นปัญหาเชิงระบบและวัฒนธรรมองค์กรที่กำลังบีับบังคับให้ทุกคนต้องทำตัวแบบนั้น สิ่งที่บริษัทควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่การตั้งหน้าตั้งตาจับผิดพนักงาน แต่คือการตั้งคำถามและหาคำตอบว่า เหตุใดทุกคนจึงต้องแสดงพฤติกรรมดังกล่าว และสภาพแวดล้อมแบบไหนกันแน่ที่ผลักดันให้คนในออฟฟิศต้องเลือกทางออกนี้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
สาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม Fauxductivity มีรากฐานมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความเครียดและแรงกดดันสะสมจากการทำงานโดยไม่มีเวลาพักผ่อน การใช้โปรแกรมหรือระบบจู้จี้จุกจิกคอยสอดส่องพฤติกรรมการทำงาน ซึ่งยิ่งทำให้พนักงานรู้สึกว่าต้องทำตัวให้ยุ่งเข้าไว้เพื่อความปลอดภัย รวมถึงขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น จนกลายเป็นช่องทางให้คนหยิบยกงานจุกจิกเหล่านั้นมาทำบังหน้าแทนงานชิ้นสำคัญ นอกจากนี้ ระบบการประเมินผลของหลายบริษัทที่ยังยึดติดกับความพร้อมในการสตนด์บายตลอดเวลา แทนที่จะวัดกันที่ผลลัพธ์จริงๆ ยิ่งเป็นตัวเร่งให้พนักงานต้องหันมาทำทรงขยัน เช่น การล็อกอินเข้ามาตั้งแต่เช้าตรู่หรือการอยู่ดึกดื่น เพื่อให้ดูมีความทุ่มเททั้งที่งานไม่เคยเดินหน้า
ภาวะแกล้งยุ่งหรือ Fauxductivity สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการวัดประสิทธิภาพการทำงาน (KPIs) ขององค์กรยุคใหม่ เมื่อบริษัทให้คุณค่ากับปริมาณเวลาที่นั่งแช่หน้าจอมากกว่าคุณค่าของงานที่ผลิตได้จริง พนักงานจึงปรับตัวเพื่อความอยู่รอดด้วยการสร้างตัวตนปลอมๆ ขึ้นมา ปัญหานี้ไม่เพียงแต่สูญเสียทรัพยากรบุคคล แต่ยังทำลายสุขภาพจิตในระยะยาวอีกด้วย
ขณะเดียวกัน โลกการทำงานที่เปลี่ยนไปและเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาท ก็เป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญ แม้เครื่องมือใหม่ๆ จะช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับภาระจุกจิกมากมาย เช่น การต้องคอยล็อกอินหลายระบบหรือทำตามขั้นตอนความปลอดภัยที่ยุ่งยาก ในขณะที่บรรยากาศการทำงานร่วมกันกลับห่างเหินมากขึ้น การพูดคุยกลายเป็นเพียงการพิมพ์หากันในแชท และการประชุมออนไลน์ที่ต่างคนต่างเข้าแล้วกดออก ทำให้เพื่อนร่วมงานกลายเป็นเพียงตัวหนังสือบนหน้าจอ ความไว้วางใจจึงลดน้อยลงไปทุกที
อย่างไรก็ตาม การเลือกแก้ปัญหาด้วยการแกล้งทำเป็นยุ่งไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง การหลีกเลี่ยงงานยากแล้วหันไปจับงานจุกจิกเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ เป็นพฤติกรรมที่บ่อนทำลายประสิทธิภาพของทีมในระยะยาว การแก้ไขที่ตรงจุดที่สุดคือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ผู้บริหารต้องตระหนักว่านี่คือสัญญาณเตือนจากระบบการทำงานที่มีช่องโหว่ พร้อมทั้งสร้างความชัดเจนว่าเป้าหมายของบริษัทคืออะไร และงานที่พนักงานทำมีความหมายอย่างไรต่อภาพใหญ่ เพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่าสิ่งที่ตนทุ่มเทลงไปนั้นมีคุณค่าอย่างแท้จริง
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น