อังกฤษเผชิญคลื่นความร้อน ทำน้ำนมหายไป 240 ล้านลิตร
รายงานจาก ECIU ระบุว่าเกษตรกรโคนมในอังกฤษและเวลส์สูญเสียปริมาณน้ำนมกว่า 240 ล้านลิตร มูลค่าความเสียหายสูงเกิน 83 ล้านปอนด์ หลังเผชิญฤดูร้อนสุดขั้ว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เกษตรกรโคนมในอังกฤษและเวลส์ส่งมอบน้ำนมลดลง 240 ล้านลิตรระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2026
- มูลค่าความเสียหายรวมทะยานเกิน 83 ล้านปอนด์ หรือเทียบเท่ากล่องนมโรงเรียน 1,000 ล้านกล่อง
- สภาพอากาศร้อนจัดและภัยแล้งส่งผลให้ทุ่งหญ้าแห้งแล้งจนเกษตรกรต้องนำอาหารสัตว์สำหรับฤดูหนาวมาใช้ล่วงหน้า
สภาพอากาศที่ร้อนจัดตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาในสหราชอาณาจักร ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคเกษตรกรรม โดยข้อมูลจากหน่วยงานวิจัย Energy and Climate Intelligence Unit หรือ ECIU เปิดเผยว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในอังกฤษและเวลส์ต้องสูญเสียปริมาณน้ำนมดิบรวมกันถึง 240 ล้านลิตร ซึ่งคิดเป็นปริมาณที่ขาดหายไปจากการส่งมอบปกติถึง 4 วันเต็มในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมที่ผ่านมา
ความแห้งแล้งและอุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสภาพแปลงหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้ผลผลิตพืชอาหารสัตว์หดตัวลงอย่างมาก พร้อมทั้งสร้างความเครียดจากความร้อนให้กับปศุสัตว์ในพื้นที่ ปัญหาดังกล่าวทำให้เกษตรกรจำนวนมาก รวมถึง เด็บบี วิลกินส์ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและโคเนื้อจากเมืองกลูเซสเตอร์เชอร์ จำเป็นต้องตัดสินใจนำอาหารสัตว์สำหรับฤดูหนาวออกมาให้โคกินล่วงหน้าก่อนกำหนด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
เด็บบี วิลกินส์ ได้สะท้อนสถานการณ์ความยากลำบากนี้ว่า ต้นทุนการดำเนินงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อต้องต้อนวัวกลับเข้ามาเลี้ยงภายในโรงเรือน ประกอบกับภาวะผลผลิตน้ำนมที่ลดลงยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยตัวเลขประเมินจาก ECIU ระบุว่ามูลค่าความเสียหายจากปริมาณน้ำนมที่สูญเสียไปนั้นสูงเกินกว่า 83 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นปริมาณน้ำนมที่มากพอจะเติมเต็มกล่องนมสำหรับแจกนักเรียนได้มากกว่า 1,000 ล้านกล่องเลยทีเดียว
สถานการณ์วิกฤตินี้เกิดขึ้นตามหลังฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของสหราชอาณาจักรในปี 2026 ซึ่งเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงถึง 5ระลอกควบคู่กับการประกาศภาวะภัยแล้ง แม้ว่าผลผลิตช่วงฤดูร้อนจะดิ่งลงอย่างน่าใจหาย แต่ทาง ECIU ประเมินว่าภาพรวมการผลิตน้ำนมของสหราชอาณาจักรในปี 2026 อาจยังคงแตะระดับใกล้เคียงสถิติสูงสุดได้ เนื่องจากเกษตรกรได้สะสมปริมาณน้ำนมสำรองไว้ล่วงหน้าในช่วงต้นปี ซึ่งช่วยชดเชยปริมาณที่ขาดหายไปในช่วงฤดูร้อนได้บางส่วน
"ต้นทุนพุ่งสูงขึ้นเมื่อต้องต้อนวัวเข้าโรงเรือน และการสูญเสียผลผลิตน้ำนมยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น"
เด็บบี วิลกินส์ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในกลูเซสเตอร์เชอร์
วิกฤตการณ์ด้านเกษตรกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานอาหารภายใต้สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น น้ำนมดิบถือเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีความอ่อนไหวสูงมากเนื่องจากไม่สามารถกักเก็บหรือสำรองไว้ได้นานเหมือนผลผลิตธัญพืช การที่เกษตรกรต้องปรับตัวโดยการลงทุนสร้างร่มเงา ปลูกต้นไม้เพิ่ม หรือพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกเสริม แต่เป็นมาตรการความยั่งยืนที่ภาครัฐต้องยื่นมือเข้ามาสนับสนุนอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับคลื่นความร้อนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้นในอนาคต
ทอม คันติลลอนอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์จาก ECIU ระบุว่า คลื่นความร้อนในอนาคตจะสร้างความยากลำบากในการฟื้นตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากน้ำนมเป็นสินค้าเกษตรที่ไม่ยอมประนีประนอมและไม่สามารถเก็บรักษาคลังสำรองไว้ได้ การเผชิญกับปีที่หญ้าเสียหายติดต่อกันเป็นปีที่สองบีบให้เกษตรกรต้องเร่งใช้อาหารสำรองหน้าหนาวเร็วกว่ากำหนด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสูงตามมา พร้อมย้ำว่าเกษตรกรต้องการความช่วยเหลือในการนำมาตรการสร้างความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศมาปรับใช้ เช่น การเพิ่มร่มเงา ต้นไม้ และแหล่งน้ำในพื้นที่ฟาร์ม
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น