วิกฤตน้ำท่วม 2569: บททดสอบรัฐบาลและการเมืองเรื่องน้ำ
สถานการณ์น้ำท่วมปี 2569 สร้างแรงกดดันให้รัฐบาลหลังใช้ 9 มาตรการรับมือ พร้อมสั่ง 70 จังหวัดและ กทม. เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- รัฐบาลใช้ 9 มาตรการรับมือฤดูฝนและสั่ง 70 จังหวัดกับ กทม. เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน
- ชาวบ้านอยุธยาร้องเรียนด้วยการนำปี๊บไปมอบให้ที่รัฐสภาหลังน้ำท่วมพื้นที่
- รัฐบาลผลักดันระบบข้อมูล One Map น้ำและโครงการระยะยาวที่ต้องใช้เวลา 7-8 ปี
ภายใต้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ สิ่งที่กำลังเอ่อล้นตามมาคือกระแสการเมืองเรื่องน้ำ เพราะทุกครั้งที่ประชาชนต้องเผชิญกับการอพยพและขนย้ายข้าวของหนีน้ำ รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพรรคฝ่ายค้านใช้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่
สำหรับวิกฤตน้ำท่วมในปี 2569 นี้ ทางรัฐบาลยืนยันว่ามีการเตรียมความพร้อม โดยได้ดำเนินมาตรการรับมือฤดูฝนจำนวน 9 มาตรการมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน และล่าสุดได้มีคำสั่งให้ 70 จังหวัดรวมถึงกรุงเทพมหานครเฝ้าระวังภัยพิบัติ ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง แต่ประเด็นสำคัญที่สังคมตั้งคำถามคือ มาตรการบนโต๊ะประชุมมีความสอดคล้องกับการปฏิบัติจริงในพื้นที่มากน้อยเพียงใด
ในมุมมองของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ น้ำท่วมไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขปริมาณน้ำฝน น้ำเหนือ หรือน้ำหนุน แต่หมายถึงบ้านเรือนที่จมอยู่ใต้น้ำ สมาชิกในครอบครัวและสัตว์เลี้ยงที่ต้องเร่งอพยพ ตลอดจนรายได้ที่ขาดหายไปและวิถีชีวิตที่ต้องหยุดชะงัก เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นบททดสอบความสามารถในการบริหารประเทศที่แท้จริง มากกว่านโยบายแจกเงินสดหรือโครงการประชานิยมรูปแบบอื่น ๆ
การบริหารจัดการน้ำในประเทศไทยมักเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้การคาดการณ์ปริมาณน้ำมีความคลาดเคลื่อนสูง การที่ประชาชนออกมาสะท้อนความเดือดร้อนจึงสะท้อนถึงช่องว่างระหว่างแผนงานระดับมหภาคกับการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
แม้เงินเยียวยาอาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้ แต่ไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าเหตุใดพื้นที่เดิมจึงยังคงเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการคำตอบคือ รัฐบาลมีความแม่นยำในการคาดการณ์เวลาที่น้ำจะมาถึง ทราบพิกัดจุดเสี่ยง และมีแผนเผชิญเหตุล่วงหน้าหรือไม่
กรณีตัวอย่างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สะท้อนสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เมื่อ สส. พรรคภูมิใจไทย เคยประเมินว่าในปี 2569 น้ำอาจไม่ท่วมและควรเตรียมรับมือภัยแล้งแทน แต่เมื่อสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลง ปริมาณน้ำกลับเพิ่มสูงขึ้นและไหลเข้าท่วมพื้นที่ จนทำให้ชาวบ้านต้องนำปี๊บไปมอบให้กับตัวแทนที่รัฐสภาเพื่อแสดงออกถึงความคับข้องใจ
ทางด้านรัฐบาลกำลังพยายามผลักดันระบบข้อมูลสารสนเทศที่เรียกว่า One Map น้ำ ควบคู่ไปกับโครงการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว ทว่าข้อจำกัดสำคัญคือคำชี้แจงที่ระบุว่าโครงการดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการถึง 7-8 ปีจึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งสร้างความท้าทายในการบริหารความคาดหวังของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนในปัจจุบัน
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น