แผนปฏิรูปดูแลผู้สูงอายุของเบิร์นแฮม: ความเสี่ยงและผลตอบแทน
นายกรัฐมนตรีแอนดี เบิร์นแฮม เสนอระบบดูแลผู้สูงอายุฟรีทั่วประเทศ แต่อาจเผชิญต้นทุนสูงและความเสี่ยงทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- นายกรัฐมนตรีแอนดี เบิร์นแฮม เสนอจัดตั้งระบบดูแลผู้สูงอายุแห่งชาติแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย
- มูลนิธิสุขภาพประเมินว่าระบบฟรีอาจมีต้นทุนสูงถึง 1.8 หมื่นล้านปอนด์ต่อปี
- แผนดังกล่าวอาจต้องเผชิญกับการขึ้นภาษีหรือทบทวนนโยบายบำนาญ
- บารอนเนส เคซี กำลังนำทีมตรวจสอบนโยบายเพื่อประกอบการตัดสินใจ
ระบบการดูแลผู้สูงอายุในอังกฤษเป็นประเด็นที่แอนดี เบิร์นแฮม ให้ความสนใจและผลักดันมานานหลายทศวรรษ ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองเกรตเตอร์แมนเชสเตอร์ จนกระทั่งในการให้สัมภาษณ์ครั้งใหญ่ในฐานะนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาประกาศกร้าวว่าจะทุ่มเททุนทางการเมืองทั้งหมดที่มีเพื่อแก้ไขปัญหาระบบดูแลผู้สูงอายุที่กำลังพังทลายลง
ล่าสุด รัฐบาลได้เผยเค้าโครงแรกเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวออกมาแล้ว แม้จะยังคงมีคำถามมากมายเกี่ยวกับวิธีการระดมทุนและการบริหารจัดการ ซึ่งคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูงลิ่วและมีความเสี่ยงสูงในทางการเมือง โดยนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยกับรายการ Sunday with Laura Kuenssberg ของสำนักข่าว BBC ว่า เขาจะลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยนโยบายจัดตั้งระบบดูแลผู้สูงอายุแห่งชาติที่ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากส่วนกลาง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ที่ผ่านมา รัฐบาลชุดต่างๆ เคยพยายามศึกษาแนวทางปฏิรูปเรื่องนี้มาหลายครั้ง แต่ต้องล้มเลิกไปเพราะกังวลเรื่องงบประมาณ มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานวิจัยอย่าง The Health Foundation เคยประเมินว่าระบบฟรีดังกล่าวอาจทำให้ผู้เสียภาษีต้องแบกรับภาระสูงถึง 1.8 หมื่นล้านปอนด์ต่อปี แม้เบิร์นแฮมจะปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว แต่เขาก็ยอมรับว่าการผลักดันเรื่องนี้อาจทำให้เขาไม่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนบางกลุ่ม
เบิร์นแฮมชี้ให้เห็นว่าระบบปัจจุบันมีต้นทุนแฝดที่ซ่อนอยู่ ทั้งกรณีที่ประชาชนต้องสูญเสียบ้านเพื่อนำเงินมารักษาพยาบาล หรือการที่ผู้สูงอายุต้องไปแออัดกันในแผนกฉุกเฉินเพราะการดูแลที่บ้านไม่มีประสิทธิภาพพอ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้มีต้นทุนล่วงหน้าที่สูงมาก ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะต้องแสดงแผนการจัดหาเงินทุนที่ละเอียดกว่านี้หากจะใช้นโยบายนี้เป็นจุดขายหลักในการเลือกตั้ง
"การดูแลผู้สูงอายุที่พังทลายในท้ายที่สุดจะทำลายระบบ NHS"
แอนดี เบิร์นแฮม
ย้อนกลับไปอดีต นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ เคยพยายามปฏิรูปครั้งใหญ่ในปี 2017 แต่ต้องล้มเหลวหลังจากแผนดังกล่าวถูกเรียกว่าภาษีภาวะสมองเสื่อม ขณะที่เบิร์นแฮมระบุว่านโยบายในแถลงการณ์หาเสียงของพรรคแรงงานทำให้การบรรลุเป้าหมายนี้ทำได้ยาก ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าเขาอาจเสนอขึ้นภาษีในการเลือกตั้งครั้งหน้า แม้แถลงการณ์เดิมจะเคยสัญญาว่าจะไม่ขึ้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือประกันสังคมก็ตาม
ในเชิงวิเคราะห์ การผลักดันนโยบายสวัสดิการสังคมขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักรมักเป็นดาบสองคม รัฐบาลที่กล้าแตะต้องเรื่องโครงสร้างภาษีและการดูแลผู้สูงอายุต้องยอมแลกคะแนนนิยมระยะสั้นกับความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีหลายท่านเคยประสบปัญหาคะแนนนิยมตกต่ำจากการถูกโจมตีเรื่องภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน การที่เบิร์นแฮมเลือกหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งจึงเป็นการเดิมพันทางการเดิมพันครั้งใหญ่ที่อาจชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของเขา
นอกจากนี้ ดาร์เรน โจนส์ อดีตหัวหน้าเลขาธิการของเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับการใช้จ่ายและการกู้ยืมเงินโดยไม่มีการตัดลดงบประมาณส่วนอื่น พร้อมเสนอว่าหากต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ รัฐบาลอาจต้องพิจารณายกเลิกมาตรการปรับขึ้นเงินบำนาญตามกลไก triple lock ซึ่งพรรคแรงงานเคยสัญญาไว้ว่าจะรักษาเอาไว้ในปี 2024
ที่มา: BBC Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น