ซีอีโอโรงแรมดังถกกลยุทธ์ AI ชี้เป้าเพิ่มศักยภาพพนักงาน
ผู้บริหารสูงสุดจาก Hilton, Hyatt, Accor, Wyndham และ Banyan Group เปิดมุมมองการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในงานบริการ ณ Skift Global Forum นิวยอร์ก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ซีอีโอ 5 โรงแรมใหญ่เห็นตรงกันว่า AI ต้องช่วยเสริมศักยภาพพนักงาน
- Hilton ยืนยันพนักงานต้อนรับยังอยู่ครบ ขณะที่ Accor คาดปลดงานถึง 1 ใน 3
- Wyndham เผยเสียงตอบรับ voice agent ทำยอดจองพุ่งและช่วยรับสายได้ 100%
- Banyan Group พัฒนาทีม AI เองโดยผสมผสานโมเดลโอเพนซอร์สเพื่อคุมต้นทุน
มหกรรมธุรกิจท่องเที่ยวระดับโลก Skift Global Forum ณ นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน 2026 ที่ผ่านมา รวบรวมแม่ทัพใหญ่จาก 5 เครือโรงแรมระดับโลก ได้แก่ Hilton, Hyatt, Accor, Wyndham และ Banyan Group มาขึ้นเวทีร่วมเสวนาในประเด็นร้อนเกี่ยวกับการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาปรับใช้ในอุตสาหกรรมการบริการ โดยผู้บริหารทุกท่านมีความเห็นตรงกันว่าเป้าหมายหลักของเทคโนโลยีนี้คือการยกระดับความสามารถของพนักงานในองค์กรให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจุดร่วมเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่เหล่าซีอีโอกลับมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในประเด็นเรื่องผลกระทบต่อตำแหน่งงาน การบริหารจัดการภายในองค์กร และกลยุทธ์การกระจายช่องทางการจองผ่านผู้ช่วยอัจฉริยะในอนาคต
คริส นัสเซตตา (Chris Nassetta) ซีอีโอแห่ง Hilton แสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า แผนกต้อนรับส่วนหน้าจะยังคงอยู่แม้กระทั่งในโรงแรมระดับบริการจำกัด โดยเขาระบุว่าธุรกิจนี้คือเรื่องของการบริการระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และไม่มีวันที่จะถอดพนักงานออกทั้งหมดอย่างแน่นอน โดยแบรนด์ในเครืออย่าง Hampton จะมีพนักงานที่ล่วงรู้ข้อมูลความต้องการของแขกเชิงลึกและสามารถแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
"You're never taking all the people out. In the end, we're a business of people serving people."
Chris Nassetta
ในฝั่งของ เซบาสเตียน บาแซ็ง (Sébastien Bazin) ซีอีโอ Accor กลับมองต่างออกไปโดยประเมินว่า 1 ใน 3 ของพนักงานทั่วเครือข่ายจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ พร้อมระบุว่ากำลังพูดคุยกับสหภาพแรงงานเกี่ยวกับการฝึกอบรมทักษะใหม่ เนื่องจากเครือ Accor มีการจ้างงานปีละประมาณ 120,000 คน ซึ่งสองในสามไม่มีวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์มาก่อน ขณะที่ เจฟฟ์ บัลล็อตติ (Geoff Ballotti) ซีอีโอ Wyndham นำเสนอตัวเลขความสำเร็จที่จับต้องได้จากระบบ voice agent ที่พัฒนาโดย Salesforce ซึ่งสามารถรับสายโทรเข้าทั้งหมดของโรงแรมได้ โดยมีแขกเพียง 15% เท่านั้นที่ต้องการขอคุยกับเจ้าหน้าที่มนุษย์ และช่วยเพิ่มอัตราการเปลี่ยนเป็นยอดจองที่สูงขึ้น จากเดิมที่โรงแรมทั่วไปมักพลาดการรับสายถึง 25% จากยอดโทรเข้าประมาณ 4,000 ครั้งต่อปี
การนำระบบ voice agent และ AI เข้ามาทดแทนงานปฏิบัติการในอุตสาหกรรมการบริการถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาคอขวดเรื่องการพลาดรับสายของลูกค้า ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงเวลาเร่งด่วน การที่ Wyndham นำร่องใช้ระบบอัตโนมัติจาก Salesforce จนเห็นผลลัพธ์ชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีเสียงอัจฉริยะในปัจจุบันก้าวข้ามขั้นทดลองมาสู่เครื่องมือสร้างรายได้จริงแล้ว อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงคือการรักษาสมดุลระหว่างความคุ้มค่าด้านต้นทุนกับความอบอุ่นในงานบริการแบบมนุษย์ที่กลุ่มโรงแรมหรูยังคงให้ความสำคัญสูงสุด
ในด้านกลยุทธ์การจัดจำหน่ายและการจองห้องพัก คริส นัสเซตตา จาก Hilton และ มาร์ค ฮอปลามาเซียน (Mark Hoplamazian) ซีอีโอ Hyatt ต่างคาดการณ์ว่าผู้บริโภคจะหันไปจองห้องพักผ่านผู้ช่วย AI มากขึ้น และต้องการให้แบรนด์ของตนปรากฏเด่นชัดในแพลตฟอร์มเหล่านั้น ในขณะที่ โฮ เรน ยุง (Ho Ren Yung) รองซีอีโอ Banyan Group เลือกเดินแนวทางที่แตกต่างด้วยการสร้างทีม AI ภายในองค์กรขึ้นมาเอง โดยผสมผสานระหว่างโมเดลโอเพนซอร์สที่มีราคาประหยัดและโมเดลอัจฉริยะราคาสูงเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น