UK พยายามสกัดแผนห้ามส่งออกดีเซลของทรัมป์
รัฐบาลสหราชอาณาจักรเปิดฉากเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อป้องกันมาตรการห้ามส่งออกดีเซล หลังราคาเชื้อเพลิงในประเทศพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- UK กำลังเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อป้องกันมาตรการแบนส่งออกดีเซล
- ราคาดีเซลในอังกฤษพุ่งทำสถิติใหม่ที่ 199.33 เพนนีต่อลิตรเมื่อวันจันทร์
- UK พึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้าจากสหรัฐฯ สูงถึงประมาณหนึ่งในสามของทั้งหมด
สหราชอาณาจักรกำลังเร่งหารือกับทางการสหรัฐอเมริกาเพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่อาจมีการระงับการส่งออกน้ำมันดีเซล พร้อมทั้งเตรียมพร้อมรับมือกับมาตรการดังกล่าว โดย จอห์น ฮีลีย์ (John Healey) เปิดเผยเรื่องนี้ผ่านสำนักข่าว BBC News ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานในประเทศที่ขยับตัวสูงขึ้นจนทำลายสถิติเดิม
แรงกดดันด้านอุปทานที่เกิดขึ้นในตลาดโลก ซึ่งมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้ราคาดีเซลในสหราชอาณาจักรทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดครั้งใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยฮีลีย์ได้ให้สัมภาษณ์นอกรอบระหว่างการประชุมประจำปีของพรรคแรงงานในเมืองลิเวอร์พูลว่า ทางการสหราชอาณาจักรทำงานร่วมมือกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากสหรัฐอเมริกาคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสามของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งหากมีการประกาศใช้มาตรการแบนการส่งออกจริง ก็จะยิ่งส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงในตลาดภายในประเทศพุ่งสูงขึ้นไปอีกระดับ
แหล่งข่าวจากฝั่งสหรัฐฯ ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กำลังพิจารณามาตรการห้ามส่งออกดังกล่าว โดยมีความตั้งใจที่จะกดราคาน้ำมันในประเทศให้ถูกลงเพื่อเอาใจผู้บริโภคชาวอเมริกัน ก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสำคัญจะมาถึง ทั้งนี้ ทาง BBC ได้ติดไปยังทำเนียบขาวเพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวแล้วเช่นกัน
"สิ่งที่เราต้องการในระดับรากฐานคือข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลาง เราต้องการการผ่อนคลายภาระค่า ใช้ว่ายที่กดทับภาคธุรกิจ ครัวเรือน และครอบครัวทั่วไป ซึ่งในวันนี้เราเห็นราคาที่หัวจ่ายน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นถึงระดับสูงสุดขีดแล้ว"
จอห์น ฮีลีย์ (John Healey)
ข้อมูลจากสมาคมผู้ใช้รถยนต์ RAC ระบุว่า ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดีเซลต่อลิตรในสหราชอาณาจักรพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 199.33 เพนนีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งแซงหน้าสถิติสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ในเดือนมิถุนายน 2022 ที่ระดับ 199.09 เพนนี ภายหลังจากการรุกรานยูเครนระลอกใหญ่ของรัสเซีย ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันเบนซินก็ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีราคาอยู่ที่ 174.23 เพนนีต่อลิตรในปัจจุบัน
วิกฤตการณ์ด้านพลังงานรอบนี้สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออกส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศสูงอย่างสหราชอาณาจักร ซึ่งนอกจากจะต้องรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันดิบแล้ว ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากนโยบายการค้าภายในของประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ อีกด้วย
นอกจากนี้ ตลาดพลังงานในอังกฤษยังต้องเตรียมรับมือกับการสิ้นสุดมาตรการตรึงภาษีสรรพสามิตน้ำมัน (fuel duty) ซึ่งรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมเคยประกาศใช้ไว้ตั้งแต่ปี 2022 โดยมาตรการดังกล่าวจะหมดอายุลงในช่วงสิ้นปีนี้ และมีกำหนดการปรับขึ้นภาษีอีก 3 เพนนีในเดือนมกราคม ตามด้วยการปรับขึ้นอีก 2 เพนนีในเดือนมีนาคม
ที่มา: BBC Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น