บังกลาเทศ: โมเดลรับมือไซโคลน ลดตายจากแสนเหลือ 30
ถอดบทเรียนบังกลาเทศใช้งบน้อยกว่าไทย 3 เท่า แต่ลดการสูญเสียจากพายุไซโคลนได้หลักแสนคนเหลือไม่ถึง 30 ชีวิต ด้วยระบบอาสาสมัครและการช่วยเหลือล่วงหน้า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- บังกลาเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีราว 90,000 บาท น้อยกว่าไทยถึง 3 เท่า
- ยอดเสียชีวิตจากไซโคลนลดฮวบจาก 500,000 คนในปี 1970 เหลือไม่ถึง 30 คนในปี 2020
- โครงการอาสาสมัครเตือนภัย (CPP) ใช้คนในพื้นที่กว่า 70,000 คนเคาะประตูแจ้งข่าว
- ระบบ Anticipatory Action โอนเงินช่วยเหลือดิจิทัลล่วงหน้า 4 วันก่อนน้ำท่วม
เวลาที่กระแสน้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทย การถกเถียงเรื่องแนวทางป้องกันมักวนเวียนอยู่กับความสำเร็จของชาติต่างๆ เช่น เนเธอร์แลนด์ที่มีระบบเขื่อนกั้นทะเลขนาดใหญ่ ญี่ปุ่นที่มีอุโมงค์ยักษ์ใต้ดิน หรือสิงคโปร์ที่มีเขื่อนปากอ่าว Marina Barrage
ทว่ายังมีอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งแต่มักถูกมองข้ามไป ทั้งที่ตัวผลลัพธ์นั้นสร้างแรงกระแทกและความเปลี่ยนแปลงในระดับที่น่าทึ่งเป็นอย่างมากต่อประวัติศาสตร์การจัดการภัยพิบัติของโลก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
หากเปรียบเทียบตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2024 พบว่ารายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 260,000 บาท ในขณะที่ประเทศบังกลาเทศมีตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ราว 90,000 บาทเท่านั้น หรือกล่าวคือคนไทยมีเม็ดเงินในกระเป๋ามากกว่าถึง 3 เท่าตัว
แต่ในแง่ของการปกป้องชีวิตประชาชนจากภัยธรรมชาติ บังกลาเทศกลับทำสิ่งที่น่าอัศจรรย์ด้วยการลดอัตราการเสียชีวิตจากพายุไซโคลนลงได้มากกว่า 100 เท่าภายในระยะเวลา 40 ปี โดยไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีราคาแพงระยับ
ย้อนกลับไปในปี 1970 พายุไซโคลนโบลาเคยคร่าชีวิตผู้คนไปมากถึง 500,000 ราย กลายเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ต่อมาในปี 1991 พายุอีกลูกก็คร่าชีวิตผู้คนไปอีกเกือบ 150,000 ราย จนทำให้ภาครัฐและประชาชนต้องลุกขึ้นมาปฏิรูประบบการจัดการครั้งใหญ่
ความเปลี่ยนแปลงปรากฏชัดเจนเมื่อพายุไซโคลนซิดร์พัดถล่มในปี 2007 ยอดผู้เสียชีวิตลดลงเหลือประมาณ 4,000 คน และยิ่งชัดเจนขึ้นในพายุไซโคลนอำพันปี 2020 ซึ่งรุนแรงมากในอ่าวเบงกอล แต่มีผู้เสียชีวิตไม่ถึง 30 คน เนื่องจากการอพยพผู้คนกว่า 2 ล้านชีวิตไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้ทันท่วงที
“ประเทศที่มีทรัพยากรน้อยกว่าเราหลายเท่า ทำเรื่องนี้สำเร็จได้อย่างไร?”
คำถามเชิงเปรียบเทียบการบริหารจัดการภัยพิบัติ
ปัญหาสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า Last Mile หรือระยะทางช่วงสุดท้าย คือช่องว่างระหว่างประกาศเตือนภัยจากส่วนกลางกับการตัดสินใจเก็บข้าวของอพยพของประชาชน ซึ่งบังกลาเทศแก้ไขด้วยโครงการอาสาสมัครเตือนภัย (CPP) ที่มีกำลังพลกว่า 70,000 คนใช้โทรโข่งและลำโพงเดินเท้าเคาะประตูบ้านด้วยภาษาท้องถิ่น โดยบังคับให้มีอาสาสมัครหญิงครึ่งหนึ่งเพื่อเข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้ดีขึ้น
แนวคิด Last Mile สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีการพยากรณ์ที่แม่นยำจะไร้ความหมายทันทีหากสารสนเทศไม่ถูกแปลความให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงตัวบุคคล การใช้เครือข่ายมนุษย์และทุนทางสังคมจึงเป็นกลไกสำคัญที่เข้ามาปิดช่องว่างนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่ห่างไกล

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นอกจากนี้ยังมีการใช้แนวคิด Dual-use Architecture สร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กนับพันแห่งให้ทำหน้าที่เป็นโรงเรียนประถมในยามปกติ และเปลี่ยนเป็นศูนย์หลบภัยไซโคลนเมื่อมีมรสุม รวมถึงระบบ Anticipatory Action ที่โอนเงินช่วยเหลือดิจิทัลเข้ามือถือชาวบ้านล่วงหน้า 4 วันก่อนน้ำสูงสุด ช่วยลดอัตราการอดอาหารลง 36% และลดภาระหนี้สินดอกเบี้ยแพงหลังวิกฤต
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น