ศาลฝรั่งเศสพิพากษาจำคุก 6 ผู้ลักลอบขนคนเหตุเรือล่มช่องแคบอังกฤษ
ศาลปารีสพิพากษาจำคุก 6 ถึง 10 ปี แก๊งลักลอบขนคน 6 ราย ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จากเหตุการณ์เรือผู้อพยพจมดิ่งช่องแคบอังกฤษเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2021 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 31 ราย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ศาลปารีสตัดสินจำคุกผู้ลักลอบขนคน 6 ราย เป็นเวลา 6 ถึง 10 ปี ข้อหาประมาททำให้ผู้อื่นตาย
- เหตุสลดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2021 จากเรือยางผู้อพยพข้ามช่องแคบอังกฤษล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 31 ราย
- เหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวเคิร์ดจากอิรัก รวมถึงชาวอัฟกันและซีเรีย โดยมีผู้รอดชีวิตเพียง 2 คนเท่านั้น
ศาลในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีคำพิพากษาตัดสินความผิดแก๊งลักลอบขนคนเข้าเมือง 6 ราย ในข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (involuntary homicide) หลังจากใช้เวลาพิจารณาคดีนาน 4 สัปดาห์ โดยกลุ่มผู้ต้องหาถูกตัดสินลงโทษจำคุกเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 6 ถึง 10 ปี จากเหตุการณ์เรือผู้อพยพข้ามช่องแคบอังกฤษล่มครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อช่วงปลายปี 2021
อุบัติเหตุสลดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 24 พฤศจิกายน 2021 หลังจากเรือยางที่บรรทุกผู้อพยพได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยยามชายฝั่งของทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษ แต่เรือกลับอับปางลง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 31 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กอายุ 7 ขวบรวมอยู่ด้วย เหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวเคิร์ดจากอิรัก รวมถึงชาวอัฟกัน ชาวอียิปต์ และชาวเคิร์ดจากอิหร่าน โดยมีผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้เพียง 2 คนเท่านั้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
บันทึกคำฟ้องของศาลระบุชัดเจนว่า ขบวนการลักลอบค้ามนุษย์ได้ส่งผู้อพยพออกเดินทางจากชายฝั่งประเทศฝรั่งเศสด้วยเรือที่ไร้คุณภาพ ไม่ได้รับการรับรองความปลอดภัย ไม่เหมาะสมต่อการเดินเรือในทะเล บรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด และไม่มีเสื้อชูชีพที่ได้มาตรฐาน การไต่สวนในชั้นศาลยังเผยอีกว่ากลุ่มผู้กระทำผิดมาจากเครือข่ายลักลอบขนคน 2 เครือข่ายที่ร่วมมือกัน ได้แก่ เครือข่ายชาวเคิร์ดอิรักและเครือข่ายชาวอัฟกัน ซึ่งทำหน้าที่จัดหาเส้นทางและพาผู้อพยพไปยังจุดรวมพล
คดีนี้มีความพิเศษตรงที่มีสมาชิกครอบครัวของผู้เสียชีวิตเดินทางจากภูมิภาคเคอร์ดิสถานในอิรักมาเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีตั้งแต่ช่วงแรก พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวอันสะเทือนใจเกี่ยวกับแรงจูงใจของเหยื่อที่ต้องการเดินทางไปตั้งต้นชีวิตใหม่ในสหราชอาณาจักร Zana Marmand Muhammed หนึ่งในญาติของผู้เสียชีวิต ให้การต่อศาลว่าน้องชายของเขาต้องการไปทำงานที่อังกฤษเนื่องจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในบ้านเกิดมีความอันตราย แม้ครอบครัวจะพยายามคัดค้านและห้ามปรามเพียงใดแต่ก็ไม่เป็นผล
"ผมบอกว่าจะช่วยให้เขาแต่งงาน จะยกบ้านให้ และจะแบ่งเงินเดือนให้ครึ่งหนึ่ง แต่เขาปฏิเสธ บอกว่าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าและจะเอาตัวรอดให้ได้ ผมหมดคำจะพูดแล้ว"
Nabi Mustafa Mina (บิดาของ Zanyar ผู้เสียชีวิตในวัย 19 ปี)
นอกจากนี้ ศาลยังได้รับฟังคำแถลงจาก Issa Omar หนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงสองคน ผ่านทางทนายความ Matthieu Chirez โดยระบุว่าลูกความของเขายังคงบอบช้ำทางจิตใจอย่างรุนแรงและรู้สึกว่าส่วนหนึ่งของร่างกายได้จมหายไปใต้ท้องทะเลแล้วตั้งแต่วันเกิดเหตุ ทนายความยังเผยอีกว่า Omar รอดชีวิตมาได้ด้วยการเกาะซากศพและเสื้อชูชีพ พร้อมกับพยายามเบิกตาค้างไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอหลับและว่ายน้ำตลอดเวลาเพื่อประคองหัวใจให้เต้นต่อไป
การพิจารณาคดีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างเครือข่ายการลักลอบขนคนเข้าเมืองข้ามชาติที่ซับซ้อน ซึ่งใช้เส้นทางผ่านหลายประเทศตั้งแต่ตุรกี อิตาลี จนถึงฝรั่งเศส ก่อนจะลักลอบข้ามช่องแคบอันตรายไปยังอังกฤษ เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คดีอาชญากรรมทั่วไป แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กดดันให้รัฐบาลฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรต้องทบทวนมาตรการควบคุมชายแดนและนโยบายส่งตัวผู้อพยพอย่างเข้มงวด โดยในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งสองประเทศเพิ่งประกาศยกเลิกโครงการแลกเปลี่ยนผู้อพยพแบบ 'หนึ่งต่อหนึ่ง' เนื่องจากไม่สามารถทำลายรูปแบบธุรกิจของแก๊งค้ามนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่คาดการณ์ไว้
ที่มา: BBC World
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น