ธารน้ำแข็งสวิสปี 2026 เผชิญภาวะละลายหายนะคุกคามน้ำ
ข้อมูลปี 2026 เผยธารน้ำแข็งในสวิตเซอร์แลนด์สูญเสียน้ำแข็งสูงถึง 5.5% จากคลื่นความร้อนฤดูร้อน เสี่ยงกระทบน้ำเพื่อการเกษตรและผลิตไฟฟ้า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ธารน้ำแข็งสวิสสูญเสียน้ำแข็งสูงถึง 5.5% ในปี 2026
- หิมะในฤดูร้อนละลายเร็วทำให้น้ำแข็งเปลือยรับความร้อนมากขึ้น
- ระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ลดลงต่ำสุดส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ
- นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าการลดการปล่อยคาร์บอนยังช่วยกอบกู้ได้
รายงานสถานการณ์ล่าสุดระบุว่า ธารน้ำแข็งในสวิตเซอร์แลนด์กำลังเผชิญกับการสูญเสียมวลน้ำแข็งครั้งใหญ่ในปี 2026 โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากคลื่นความร้อนที่แผดเผาอย่างรุนแรงตลอดช่วงฤดูร้อน ทำให้นักวิจัยออกโรงเตือนว่าการละลายด้วยความเร็วระดับนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางน้ำ ทั้งในภาคเกษตรกรรม การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากน้ำ และระบบการขนส่งในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
ก่อนหน้านี้ในอดีต นักวิชาการด้านธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์เคยประเมินว่าการสูญเสียน้ำแข็ง 2% ในเวลาหนึ่งปีถือว่าเป็นระดับที่วิกฤตแล้ว แต่ทว่าในปีนี้ตัวเลขดังกล่าวกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยมีการประเมินว่ามวลน้ำแข็งหายไปมากถึง 5.5% เนื่องมาจากสภาพอากาศที่เริ่มต้นฤดูร้อนด้วยปริมาณหิมะสะสมที่น้อยกว่าปกติจากฤดูหนาวที่ไม่หนาวจัดเท่าที่ควร

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ปริมาณหิมะที่บางเบานี้ถูกความร้อนจากคลื่นความร้อนในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนละลายหายไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เนื้อน้ำแข็งชั้นล่างที่ปราศจากหิมะปกป้องต้องเผชิญกับแสงแดดโดยตรง ซึ่งสีที่เข้มกว่าและคุณสมบัติการสะท้อนแสงที่น้อยกว่าหิมะใหม่ทำให้มันดูดซับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้ดีขึ้นไปอีก จนกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่เร่งให้ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้นในระลอกคลื่นความร้อนถัดมา
ปรากฏการณ์การละลายของธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในระดับท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดที่สะท้อนถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก (Global Warming) ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การที่น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็วจนไม่มีหิมะเหลือรอดในช่วงปลายฤดูร้อนแม้แต่ในระดับความสูง 3,500 เมตร หมายความว่ากลไกการเติมเต็มมวลน้ำแข็งตามธรรมชาติถูกทำลายลงอย่างถาวร ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งและอุทกภัยสลับกันในอนาคต
แม้ว่าการละลายดังกล่าวจะปลดปล่อยน้ำปริมาณมหาศาลราว 2.2 ล้านล้านลิตรระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำชั่วคราวในช่วงฤดูแล้ง แต่มันก็เป็นการผลาญทุนสำรองน้ำแข็งในระยะยาวจนหมดสิ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ที่ลดลงจนแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในบางจุด ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและเส้นทางการขนส่งสินค้าทางเรือ
"ธารน้ำแข็งมีความซับซ้อนเพราะพวกมันเพิ่มมวลที่ด้านบนและไหลลงสู่เบื้องล่าง ดังนั้นจึงมีเรื่องของฟิสิกส์เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก"
นักวิจัยจากสวิตเซอร์แลนด์
สถานการณ์ที่น่ากังวลที่สุดคือการสำรวจบริเวณจุดวัดความสูง 3,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งปกติแล้วควรจะมีหิมะปกป้องตลอดปี แต่นักวิทยาศาสตร์กลับไม่พบหิมะเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยเมื่อสิ้นสุดฤดูร้อน เปรียบเสมือนการขาดแคลนอาหารของธารน้ำแข็งที่ไม่สามารถนำหิมะไปอัดแน่นเป็นน้ำแข็งใหม่ทดแทนส่วนที่สูญเสียไปที่ตีนเขาได้ ทำให้ธารน้ำแข็งบางแห่ง เช่น พลัตตัลวา (Plattalva) ในภาคตะวันออกของสวิตเซอร์แลนด์ ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์จะยอมรับว่าภูมิอากาศในปัจจุบันอุ่นเกินกว่าที่ธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์หลายแห่งจะรอดชีวิต แต่พวกเขายังคงเน้นย้ำว่าการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างจริงจังยังสามารถปกป้องมวลน้ำแข็งส่วนใหญ่ของโลกไว้ได้ โดยเฉพาะในภูมิภาคหิมาลัยและขั้วโลก ซึ่งหากสามารถรักษาเสถียรภาพของน้ำแข็งเหล่านี้ไว้ได้ ก็จะช่วยจำกัดการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อประชากรหลายพันล้านคนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายหาดทั่วโลก
ที่มา: BBC Science & Environment
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น