VENTRA รถยนต์ไฟฟ้าแนวคิดดักฝุ่นยาง ผลงานนักศึกษา TU/ecomotive 2026
VENTRA รถ EV แนวคิดจากนักศึกษา TU/ecomotive เนเธอร์แลนด์ มาพร้อมระบบ T.R.A.C.E. ดักจับฝุ่นยางและเบรกขณะขับขี่ได้สูงสุด 42% ในเมือง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- VENTRA เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแนวคิดจากนักศึกษา TU/ecomotive มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไอนด์โฮเฟิน ประเทศเนเธอร์แลนด์
- ติดตั้งระบบ T.R.A.C.E. หุ้มล้อเพื่อดักจับฝุ่นละอองจากการสึกหรอของยางและระบบเบรกขณะขับขี่
- ผลจำลองระบุว่าสามารถดักจับอนุภาคยางได้ถึง 24% ที่ความเร็ว 50-80 กม./ชม. และเพิ่มขึ้นเป็น 42% ในการขับขี่ในเมือง
- โครงสร้างแชสซีส์ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาเพียง 135 กิโลกรัม และมีน้ำหนักรถรวม 790 กิโลกรัม
รถยนต์ไฟฟ้าขจัดปัญหาไอเสียจากท่อไอเสียไปได้แล้ว แต่ยังมีมลพิษอีกรูปแบบหนึ่งที่ถูกปล่อยทิ้งไว้บนท้องถนน นั่นคือการสึกหรอของยางรถยนต์ในทุกการเลี้ยวและการเบรกที่ปล่อยอนุภาคขนาดเล็กสู่อากาศ VENTRA จึงเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแนวคิดรุ่นใหม่ล่าสุดจากทีมนักศึกษา TU/ecomotive แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไอนด์โฮเฟิน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรับมือกับปัญหาฝุ่นละอองที่มักถูกมองข้ามนี้โดยเฉพาะ
จุดเด่นที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดของรถคันนี้คือฝาครอบล้อสีส้มสดใสที่ติดตั้งไว้รอบล้อทั้งสี่ด้าน ภายในฝาครอบนี้บรรจุระบบเก็บรวบรวมแบบไฟฟ้าสถิตที่เรียกว่า T.R.A.C.E. ซึ่งทำหน้าที่ดูดซับอนุภาคยางและเบรกออกจากอากาศขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ ถือเป็นแนวทางแก้ปัญหาเชิงกายภาพที่ตรงจุดสำหรับมลพิษที่ปกติแล้วมักลอยหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย
ในยามที่รถวิ่งด้วยความเร็วสูง การเคลื่อนที่ของตัวรถจะช่วยดัดทิศทางลมที่มีฝุ่นละอองให้ไหลผ่านระบบจัดเก็บ ขณะที่ในช่วงความเร็วต่ำจะมีพัดลมขนาดเล็กคอยช่วยดูดอากาศเหล่านั้นเข้ามาภายใน โดยจากการจำลองของทีมผู้พัฒนา TU/ecomotive ระบุว่า VENTRA สามารถดักจับอนุภาคยางได้ประมาณ 24% เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วระหว่าง 31 ถึง 50 ไมล์ต่อชั่วโมง (50 ถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) และตัวเลขดังกล่าวจะพุ่งสูงขึ้นถึง 42% เมื่อขับขี่ภายในเขตเมือง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้มาจากการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ ทำให้ขั้นตอนการทดสอบบนท้องถนนจริงจะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญยิ่งกว่าในลำดับต่อไป
เมื่อเก็บรวบรวมฝุ่นละอองเหล่านี้มาได้แล้ว วัสดุดังกล่าวสามารถถูกนำออกจากพื้นผิวได้ด้วยน้ำหรือเครื่องดูดฝุ่น โดยทางทีมงาน TU/ecomotive ได้หาแนวทางจัดการกับฝุ่นเหล่านี้ด้วยการนำอนุภาคผงสีดำบางส่วนไปผสมเข้ากับเคลือบอีนาเมลภายในห้องโดยสาร เพื่อผนึกผงฝุ่นดังกล่าวให้กลายเป็นวัสดุใหม่ ทำให้ผลพลอยได้ที่ปกติมองไม่เห็นนี้ปรากฏรูปร่างให้สัมผัสได้จริงภายในห้องโดยสารของรถยนต์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นอกจากนี้ VENTRA ยังให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องน้ำหนักของตัวรถ เนื่องจากแบตเตอรี่ในรถ EV มักทำให้รถมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นและสร้างภาระให้กับยาง ทีมงานนักศึกษาจึงเลือกสร้างโครงสร้างแชสซีส์ส่วนใหญ่จากแผงแซนด์วิชคอมโพสิตเทอร์โมพลาสติกเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ ส่งผลให้แชสซีส์สมบูรณ์มีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 135 กิโลกรัม เทียบกับน้ำหนักราว 230 กิโลกรัมของโครงสร้างแบบดั้งเดิม ส่งผลให้รถยนต์คันนี้มีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 790 กิโลกรัม และมีระยะวิ่งประมาณ 290 กิโลเมตร (ประมาณ 180 ไมล์) ตามมาตรฐาน WLTP
การมุ่งแก้ปัญหามลพิษจากยางและเบรกถือเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับข้อบังคับ European Euro 7 ที่เริ่มกำหนดให้มีการควบคุมการปล่อยอนุภาคจากการสึกหรอของยางและเบรกอย่างเป็นทางการ การที่โครงการระดับนักศึกษาอย่าง VENTRA นำเสนอต้นแบบเชิงกายภาพจึงช่วยผลักดันให้ประเด็นที่เคยถูกมองข้ามนี้กลายมาเป็นวาระสำคัญของการออกแบบยานยนต์ยุคใหม่
แนวคิดการรักษ์โลกยังขยายไปถึงแผงหน้าปัดรถยนต์ผ่านระบบที่เรียกว่า Clean Drive ซึ่งทำหน้าที่อ่านข้อมูลการบังคับเลี้ยว การเบรก และการเร่งความเร็ว แล้วส่งข้อมูลป้อนกลับไปยังผู้ขับขี่เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมการขับขี่ให้ช่วยลดการสึกหรอของยางและเบรกให้น้อยลง VENTRA จึงเป็นบทเรียนและกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อมลพิษจากยานยนต์ไม่ได้มาจากท่อไอเสียอีกต่อไป อุตสาหกรรมยานยนต์จะต้องหันมาใส่ใจส่วนประกอบที่อยู่คู่กับตัวรถมาตั้งแต่ต้นอย่างไรบ้าง
ที่มา: designboom
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น