ข้ามไปเนื้อหาหลัก

เจาะลึกประโยชน์และข้อควรระวังของ "น้ำโซดา" ช่วยย่อยหรือทำให้ท้องอืดกันแน่

ไขข้อข้องใจเรื่องน้ำโซดาช่วยย่อยอาหารได้จริงหรือไม่ พร้อมทำความเข้าใจผลกระทบต่อร่างกายและปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
30 Jul 2026ที่มา: Thairath Lifestyle3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 04 Aug 2026
แชร์
เจาะลึกประโยชน์และข้อควรระวังของ "น้ำโซดา" ช่วยย่อยหรือทำให้ท้องอืดกันแน่

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • น้ำโซดาไม่ได้ช่วยย่อยอาหารโดยตรง แต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กระตุ้นการเรอทำให้โล่งคอ
  • การดื่มน้ำโซดาในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง และจุกเสียด
  • ความเป็นกรดในน้ำโซดามีน้อยกว่ากรดในกระเพาะอาหาร จึงไม่กัดกระเพาะตามที่เข้าใจผิด
  • ควรจำกัดปริมาณการดื่มไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน และเลือกสูตรที่ไม่มีน้ำตาล

หลายคนมักมีความเชื่อว่าการดื่มน้ำโซดาหลังมื้ออาหารจะช่วยย่อยอาหารได้ดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำโซดาไม่ได้มีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหารโดยตรง เพียงแต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อัดแน่นอยู่ข้างในจะไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการเรอออกมา ซึ่งช่วยให้บางคนรู้สึกว่าความแน่นท้องหรือความอึดอัดหลังมื้ออาหารลดลงไปได้ชั่วคราวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากดื่มในปริมาณที่มากเกินไป ก๊าซส่วนเกินเหล่านี้กลับสร้างผลตรงกันข้าม ทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือจุกเสียดได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการท้องอืดง่ายเป็นทุนเดิมหรือป่วยด้วยโรคกรดไหลย้อน จึงจำเป็นต้องดื่มในปริมาณที่พอเหมาะและคอยสังเกตปฏิกิริยาของร่างกายตนเองอยู่เสมอ

pouring sparkling water into glass

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ในด้านระบบขับถ่าย มีข้อมูลระบุว่าการดื่มน้ำโซดาอาจช่วยบรรเทาอาการท้องผูกในผู้ป่วยบางกลุ่มได้ เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีส่วนกระตุ้นการทำงานของทางเดินอาหารให้ขับถ่ายได้ดีกว่าการดื่มน้ำเปล่าในปริมาณที่เท่ากัน นอกจากนี้ ก๊าซในน้ำโซดายังทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวชั่วคราว ส่งผลให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมปริมาณอาหาร แต่ต้องเลือกสูตรที่ไม่มีการเติมน้ำตาลเพื่อหลีกเลี่ยงพลังงานส่วนเกิน

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม: ค่า pH ของน้ำโซดาเกิดจากการละลายของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นกรดคาร์บอนิกอ่อนๆ ซึ่งมีความเป็นกรดน้อยกว่ากรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารมนุษย์หลายเท่าตัวนัก ความเข้าใจที่ว่าโซดากัดกระเพาะจึงเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ยกเว้นในกลุ่มผู้ป่วยโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อนที่แรงดันจากก๊าซอาจไปกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ที่ชอบความซ่าแต่ต้องการหลีกเลี่ยงน้ำตาล การนำน้ำโซดามาผสมกับน้ำมะนาวสดหรือผลไม้ตระกูลเบอร์รีโดยไม่เติมสารให้ความหวาน เป็นทางเลือกที่ดีในการลดแคลอรี ทั้งยังช่วยเพิ่มความสดชื่นคลายกระหายได้ดีระหว่างวัน แต่หากสูญเสียเหงื่อจากการออกกำลังกายหนัก ควรเลือกดื่มน้ำเปล่าหรือเกลือแร่แทน

1-2แก้วต่อวัน (ปริมาณที่เหมาะสม)

ข้อควรปฏิบัติในการดื่มน้ำโซดาอย่างปลอดภัยมีดังนี้:

  • เลือกซื้อน้ำโซดาแท้ที่ไม่ผสมน้ำตาลหรือน้ำหวานปรุงแต่ง
  • จำกัดปริมาณการดื่มไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวันเพื่อป้องกันอาการจุกเสียด
  • ดูแลสุขภาพฟันโดยการบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหลังดื่ม และหลีกเลี่ยงการแปรงฟันทันทีเพื่อป้องกันสารเคลือบฟันสึกกร่อน

ท้ายที่สุดนี้ แม้น้ำโซดาจะเป็นเครื่องดื่มทางเลือกที่ให้ความสดชื่นโดยปราศจากน้ำตาล แต่ก็ไม่ใช่ยารักษาโรคหรือตัวช่วยแก้ปัญหาระบบย่อยอาหารโดยตรง การบริโภคแต่น้อย เลือกสูตรไร้น้ำตาล และใส่ใจเสียงสะท้อนจากร่างกาย จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์จากความซ่าได้อย่างปลอดภัย

ที่มา: Thairath Lifestyle

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้