รีวิว OhSnap Wallet 2: กระเป๋าเงินแม่เหล็กถอดประกอบได้
ทำความรู้จัก OhSnap Wallet 2 กระเป๋าเงินติดสมาร์ทโฟนกลไกคันโยกสปริง ถอดประกอบได้ไม่ต้องใช้เครื่องมือ พร้อมเผยข้อดีและข้อจำกัด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- OhSnap Wallet 2 เป็นกระเป๋าเงินแม่เหล็กติดสมาร์ทโฟนที่มีกลไกคันโยกสปริงเพื่อดีดบัตรให้ออกมาเรียงกัน
- สามารถถอดประกอบ ปรับเปลี่ยนความหนา และสลับใช้งานแผ่นปิดหน้า-หลังได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ
- รุ่นความจุ 7 บัตรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 127 กรัม และชุดอุปกรณ์เต็มรูปแบบมีราคาสูงถึง 76 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในราคาขายปลีก
ฌอน ฮอลลิสเตอร์ (Sean Hollister) บรรณาธิการอาวุโสจากเว็บไซต์ The Verge ได้ทดลองใช้งาน OhSnap Wallet 2 กระเป๋าเงินแม่เหล็กติดหลังโทรศัพท์รุ่นใหม่ ซึ่งต่อยอดมาจากขาตั้ง OhSnap Snap Grip Stand โดยจุดเด่นสำคัญคือระบบคันโยกสปริงที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถดึงเพื่อกางบัตรด้านในออกมาเลือกใช้งานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ความน่าสนใจของกระเป๋าเงินรุ่นนี้คือความสามารถในการปรับแต่งโครงสร้างได้อย่างยืดหยุ่น โดยผู้ใช้สามารถถอดเปลี่ยนแกนกลางเพื่อรองรับจำนวนบัตรขนาด 3, 5 หรือ 7 บัตรได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนเสริมอื่นๆ ให้เลือกเปลี่ยนได้อีกด้วย:
- แผ่นปิดด้านหน้าและด้านหลังแบบแม่เหล็ก
- ช่องใส่บัตรประชาชนหรือบัตรพนักงาน
- สายรัดยางยืดสำหรับเพิ่มจำนวนบัตร
- คลิปหนีบธนบัตร
- ฝาปิดอะลูมิเนียมบางพิเศษสำหรับใช้งานแบบแยกเดี่ยว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
กลไกการยึดติดของ OhSnap Wallet 2 อาศัยหลักการทางวิศวกรรมที่เรียกว่า compliant mechanism ซึ่งใช้ความยืดหยุ่นของก้านพลาสติกทำหน้าที่เสมือนสปริงดันตัวล็อกเข้าไปขัดกับร่องของแผ่นปิดแต่ละชิ้นขณะประกอบเข้าด้วยกัน การออกแบบในลักษณะนี้ช่วยลดชิ้นส่วนน็อตหรือเครื่องมือในการประกอบลงได้อย่างสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานควรระมัดระวังเรื่องน้ำหนักและขนาดที่เพิ่มขึ้นเมื่อใส่บัตรจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้สมาร์ทโฟนมีความหนาและหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
จากการทดสอบทำตกพื้นคอนกรีตจริง ตัวกระเป๋าไม่ถึงกับแตกกระจายเสียหายยับเยิน โดยส่วนใหญ่ชิ้นส่วนจะหลุดออกจากกันเพียงเล็กน้อย มีเพียงครั้งเดียวที่หล่นกระแทกอย่างแรงจนฝาปิดครึ่งหนึ่งหลุดและมีบัตรกระเด็นออกมาสองใบภายในรัศมีสองฟุต พร้อมทั้งทิ้งรอยบุบไว้บนตัวกระเป๋าอย่างชัดเจน
แม้ว่า OhSnap จะทำการตลาดโดยชูจุดเด่นเรื่องความบางเฉียบ แต่ในความเป็นจริงความบางนั้นจะสัมผัสได้ก็ต่อเมื่อใช้งานรุ่น 3 บัตรแบบบางพิเศษ และไม่ได้ติดตั้งแผ่น MagSafe หรือ MagStack ที่หนากว่า นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนัก โดยรุ่น 7 บัตรทำให้น้ำหนักโทรศัพท์เพิ่มขึ้นถึง 127 กรัม รวมไปถึงราคาจำหน่ายที่สูงถึง 61 ดอลลาร์สหรัฐฯ บน Kickstarter หรือ 76 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับราคาขายปลีกพร้อมชุดแม่เหล็กคู่ ตลอดจนราคาอุปกรณ์เสริมชิ้นละ 35 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ผู้ทดสอบตัดสินใจไม่ซื้อมาใช้งานส่วนตัว แต่ยังมองว่าเหมาะสมสำหรับการซื้อเป็นของขวัญให้ผู้อื่นมากกว่า
ที่มา: The Verge
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น