ระบบเยียวยาของรัฐ: ดราม่าคุณลุงวัย 66 ปีสะท้อนช่องโหว่ออนไลน์
ภาพคุณลุงวัย 66 ปีเดินฝ่าน้ำท่วมขอเงินเยียวยาแล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำหนิจนร้องไห้ ชี้ระบบออนไลน์ซับซ้อนสร้างภาระให้ผู้สูงอายุและคนเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ภาพคุณลุงวัย 66 ปีฝ่าน้ำท่วมขอเงินเยียวยาแล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำหนิจนร้องไห้สะเทือนใจ
- ระบบลงทะเบียนออนไลน์ผ่านสมาร์ตโฟนและแอปพลิเคชันสร้างอุปสรรคให้ผู้สูงอายุและคนยากจน
- ผู้ว่าฯ กทม. สั่งปรับระบบช่วยเหลือ พร้อมดึงนักเรียนช่วยลงทะเบียนที่ศูนย์พักพิง
- ระบบเยียวยารัฐต้องออกแบบเพื่อประชาชนทุกคน ไม่ใช่แค่คนใช้เทคโนโลยีเป็น
เหตุการณ์สะเทือนใจจากภาพคุณลุงวัย 66 ปี ที่ต้องเดินลุยน้ำท่วมสูงมาเพื่อยื่นเอกสารขอรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ต่อว่าจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมวงกว้าง เหตุการณ์นี้แม้จุดเริ่มต้นอาจดูเหมือนปัญหาการสื่อสารเฉพาะหน้า แต่หากมองให้ลึกซึ้งแล้ว นี่ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง ทว่ามันคือรอยร้าวขนาดใหญ่ของโครงสร้างการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ภาครัฐมอบให้
ในปัจจุบัน การเข้าถึงเงินเยียวยาหรือความช่วยเหลือต่างๆ ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบดิจิทัลเป็นหลัก ประชาชนจำเป็นต้องกรอกข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ใช้สมาร์ตโฟน แอปพลิเคชัน และต้องมีความเข้าใจในกระบวนการทางเทคโนโลยีพอสมควร ทว่าความจริงอีกด้านคือ ผู้สูงอายุจำนวนมากในสังคมไทยยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ บางคนมีข้อจำกัดในการอ่านและเขียนข้อมูล ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยอีกไม่น้อยที่ขาดแคลนทั้งสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตที่เสถียร

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
เมื่อช่องทางหลักถูกจำกัดไว้บนโลกออนไลน์ ทำให้กลุ่มคนที่ไม่พร้อมต้องดิ้นรนเดินทางมาติดต่อด้วยตนเอง การที่ผู้สูงอายุวัย 66 ปีต้องฝ่ากระแสน้ำท่วมและความยากลำบากมายังหน่วยงานรัฐ สะท้อนถึงความพยายามอย่างยิ่งยวดในการรักษาสิทธิของตนเอง มากกว่าการเดินทางมาเพื่อสร้างความรำคาญหรือภาระให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ต้องแบกรับภาระงานที่หนักหน่วงในช่วงวิกฤต ความเครียดสะสมอาจนำไปสู่การสื่อสารที่ผิดพลาดหรือใช้อารมณ์ แต่ความเหนื่อยล้าจากการทำงานไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการตำหนิประชาชนผู้เดือดร้อน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่เข้าใจระบบดิจิทัล
วิกฤตการณ์น้ำท่วมและการแจกเงินเยียวยามักเป็นบททดสอบความพร้อมในการให้บริการประชาชนของหน่วยงานรัฐ การที่ระบบพึ่งพาเทคโนโลยีสูงเกินไปโดยไม่มีมาตรการรองรับกลุ่มเปราะบาง (Digital Divide) สะท้อนว่าภาครัฐยังขาดการมองปัญหาจากมุมมองของประชาชนเป็นศูนย์กลาง (User-Centric) การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่การปรับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ แต่คือการรื้อสร้างกระบวนการทำงานให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้จริงทุกกลุ่ม
การที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครออกมากล่าวขอโทษ พร้อมสั่งปรับปรุงระบบช่วยเหลือเยียวยาครั้งใหญ่ รวมถึงแนวคิดเชิงรุกในการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ศูนย์พักพิง และการระดมนักเรียนนักศึกษาเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียน ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องและควรเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง
ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนจากเหตุการณ์นี้คือเครื่องเตือนใจว่าระบบเยียวยาของรัฐถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใครใช้งานกันแน่ ระหว่างคนกลุ่มน้อยที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี หรือประชาชนคนไทยทุกคนที่กำลังเผชิญความเดือดร้อน และเจ้าหน้าที่รัฐต้องตระหนักเสมอว่า เงินเยียวยานั้นไม่ใช่ความเมตา แต่คือสิทธิที่ประชาชนพึงได้รับตามกฎหมาย
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น