ข้ามไปเนื้อหาหลัก

ระบบเยียวยาของรัฐ: ดราม่าคุณลุงวัย 66 ปีสะท้อนช่องโหว่ออนไลน์

ภาพคุณลุงวัย 66 ปีเดินฝ่าน้ำท่วมขอเงินเยียวยาแล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำหนิจนร้องไห้ ชี้ระบบออนไลน์ซับซ้อนสร้างภาระให้ผู้สูงอายุและคนเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
05 Oct 2026ที่มา: Khaosod Politics3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
ระบบเยียวยาของรัฐ: ดราม่าคุณลุงวัย 66 ปีสะท้อนช่องโหว่ออนไลน์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ภาพคุณลุงวัย 66 ปีฝ่าน้ำท่วมขอเงินเยียวยาแล้วถูกเจ้าหน้าที่ตำหนิจนร้องไห้สะเทือนใจ
  • ระบบลงทะเบียนออนไลน์ผ่านสมาร์ตโฟนและแอปพลิเคชันสร้างอุปสรรคให้ผู้สูงอายุและคนยากจน
  • ผู้ว่าฯ กทม. สั่งปรับระบบช่วยเหลือ พร้อมดึงนักเรียนช่วยลงทะเบียนที่ศูนย์พักพิง
  • ระบบเยียวยารัฐต้องออกแบบเพื่อประชาชนทุกคน ไม่ใช่แค่คนใช้เทคโนโลยีเป็น

เหตุการณ์สะเทือนใจจากภาพคุณลุงวัย 66 ปี ที่ต้องเดินลุยน้ำท่วมสูงมาเพื่อยื่นเอกสารขอรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ต่อว่าจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมวงกว้าง เหตุการณ์นี้แม้จุดเริ่มต้นอาจดูเหมือนปัญหาการสื่อสารเฉพาะหน้า แต่หากมองให้ลึกซึ้งแล้ว นี่ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง ทว่ามันคือรอยร้าวขนาดใหญ่ของโครงสร้างการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ภาครัฐมอบให้

ในปัจจุบัน การเข้าถึงเงินเยียวยาหรือความช่วยเหลือต่างๆ ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบดิจิทัลเป็นหลัก ประชาชนจำเป็นต้องกรอกข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ใช้สมาร์ตโฟน แอปพลิเคชัน และต้องมีความเข้าใจในกระบวนการทางเทคโนโลยีพอสมควร ทว่าความจริงอีกด้านคือ ผู้สูงอายุจำนวนมากในสังคมไทยยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ บางคนมีข้อจำกัดในการอ่านและเขียนข้อมูล ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยอีกไม่น้อยที่ขาดแคลนทั้งสมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตที่เสถียร

Thailand elderly flood victim support

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

เมื่อช่องทางหลักถูกจำกัดไว้บนโลกออนไลน์ ทำให้กลุ่มคนที่ไม่พร้อมต้องดิ้นรนเดินทางมาติดต่อด้วยตนเอง การที่ผู้สูงอายุวัย 66 ปีต้องฝ่ากระแสน้ำท่วมและความยากลำบากมายังหน่วยงานรัฐ สะท้อนถึงความพยายามอย่างยิ่งยวดในการรักษาสิทธิของตนเอง มากกว่าการเดินทางมาเพื่อสร้างความรำคาญหรือภาระให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

66ปี อายุของคุณลุงในภาพดราม่า

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ต้องแบกรับภาระงานที่หนักหน่วงในช่วงวิกฤต ความเครียดสะสมอาจนำไปสู่การสื่อสารที่ผิดพลาดหรือใช้อารมณ์ แต่ความเหนื่อยล้าจากการทำงานไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการตำหนิประชาชนผู้เดือดร้อน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่เข้าใจระบบดิจิทัล

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

วิกฤตการณ์น้ำท่วมและการแจกเงินเยียวยามักเป็นบททดสอบความพร้อมในการให้บริการประชาชนของหน่วยงานรัฐ การที่ระบบพึ่งพาเทคโนโลยีสูงเกินไปโดยไม่มีมาตรการรองรับกลุ่มเปราะบาง (Digital Divide) สะท้อนว่าภาครัฐยังขาดการมองปัญหาจากมุมมองของประชาชนเป็นศูนย์กลาง (User-Centric) การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่การปรับทัศนคติของเจ้าหน้าที่ แต่คือการรื้อสร้างกระบวนการทำงานให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้จริงทุกกลุ่ม

การที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครออกมากล่าวขอโทษ พร้อมสั่งปรับปรุงระบบช่วยเหลือเยียวยาครั้งใหญ่ รวมถึงแนวคิดเชิงรุกในการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ศูนย์พักพิง และการระดมนักเรียนนักศึกษาเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียน ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องและควรเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนจากเหตุการณ์นี้คือเครื่องเตือนใจว่าระบบเยียวยาของรัฐถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใครใช้งานกันแน่ ระหว่างคนกลุ่มน้อยที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี หรือประชาชนคนไทยทุกคนที่กำลังเผชิญความเดือดร้อน และเจ้าหน้าที่รัฐต้องตระหนักเสมอว่า เงินเยียวยานั้นไม่ใช่ความเมตา แต่คือสิทธิที่ประชาชนพึงได้รับตามกฎหมาย

ที่มา: Khaosod Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้