ข้ามไปเนื้อหาหลัก

เจาะการเงินแมนยู: เบื้องหลังหนี้ดอกเบี้ยพุ่ง 852 ล้านปอนด์

รายงานการเงินแมนยูเผยยอดจ่ายดอกเบี้ยสะสมแตะ 852 ล้านปอนด์นับตั้งแต่กลุ่มตระกูลเกลเซอร์เทคโอเวอร์ พร้อมภาระหนี้โอนย้ายและโปรเจกต์สนามใหม่

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
05 Oct 2026ที่มา: BBC Sport3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
เจาะการเงินแมนยู: เบื้องหลังหนี้ดอกเบี้ยพุ่ง 852 ล้านปอนด์

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • แมนยูเผชิญยอดจ่ายดอกเบี้ยสะสมสูงถึง 852 ล้านปอนด์นับแต่ปี 2005
  • สโมสรบันทึกรายได้สถิติใหม่ 677.6 ล้านปอนด์และคาดว่าจะพุ่งถึง 760 ล้านปอนด์
  • หนี้ค่าตัวนักเตะคงค้างอยู่ที่ 375 ล้านปอนด์โดยต้องจ่ายก่อน 30 มิถุนายน 2027 จำนวน 218 ล้านปอนด์
  • ทีมใช้เงิน 63.5 ล้านปอนด์ซื้อที่ดินสำหรับโปรเจกต์สร้างสนามแห่งใหม่

ข่าวอื้อฉาวเรื่องการเลี่ยงกฎการเงินของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้กลายเป็นประเด็นสะท้อนให้เห็นถึงสถานะทางการเงินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของฝั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทัพปีศาจแดงได้ยื่นรายงานผลประกอบการสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2026 ต่อตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ซึ่งเผยให้เห็นภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในรายงานดังกล่าวระบุว่า แมนยูมีตัวเลขการจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 37 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นจาก 34 ล้านปอนด์ในปีก่อนหน้า ส่งผลให้ สวิส รอมเบิล บล็อกเกอร์ด้านการเงินฟุตบอลชื่อดัง ประเมินว่ายอดจ่ายดอกเบี้ยสุทธินับตั้งแต่การเข้าซื้อกิจการแบบเลเวอเรจโดยตระกูลเกลเซอร์เมื่อปี 2005 พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 852 ล้านปอนด์แล้ว

business conference speaker presentation screen daytime

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

แม้ว่าสโมสรจะเพิ่งประกาศรายได้ทำสถิติสูงสุดที่ 677.6 ล้านปอนด์ และคาดการณ์ว่าจะทะยานไปถึง 760 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2026-27 พร้อมกับการคว้าอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกที่ช่วยให้ได้กลับไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่โอมาร์ เบร์ราดา ซีอีโอของสโมสรก็ยังคงต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวังขั้นสุดท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

852M£ดอกเบี้ยสะสมตั้งแต่ปี 2005
375M£หนี้ค่าตัวนักเตะคงค้าง

ด้านภาระหนี้สินจากการซื้อขายนักเตะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 375 ล้านปอนด์ โดยมีกำหนดต้องชำระ 218 ล้านปอนด์ก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2027 นอกจากนี้ สโมสรยังมีภาระผูกพันจากเงื่อนไขโบนัสในสัญญาของนักเตะอย่าง บาเลบา, ซานโตส และ ตีเลอมันส์ อีก 122.8 ล้านปอนด์ หากนักเตะทำผลงานเข้าเป้าตามที่ตกลงกันไว้

"แมนยูใช้นโยบายแบบมีวินัยในการจัดการเรื่องงบประมาณและการซื้อขายนักเตะท่ามกลางความท้าทายทางการเงิน"

โอมาร์ เบร์ราดา

ในการปรับโครงสร้างหนี้เมื่อเดือนมิถุนายน แมนยูได้กู้เงินเพิ่ม 125 ล้านดอลลาร์ (94.36 ล้านปอนด์) เข้าสู่หนี้หลัก และเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีการใช้เงินไปแล้ว 63.5 ล้านปอนด์เพื่อจัดซื้อที่ดินสำหรับเตรียมสร้างสนามแข่งขันแห่งใหม่ ซึ่งรูปแบบการระดมทุนที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียด ทำให้แฟนบอลบางส่วนมองว่าเงินจำนวนนี้น่าจะนำไปลงทุนเสริมทัพให้ผู้จัดการทีม ไมเคิล คาร์ริค มากกว่า

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

การบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลขนาดใหญ่ที่มีหนี้สินพอกพูนจากการเทโอเวอร์แบบเลเวอเรจ (Leveraged Buyout) มักสร้างภาระผูกพันระยะยาวในรูปของดอกเบี้ยมหาศาล ซึ่งเป็นประเด็นที่แฟนบอลหลายสโมสรในอังกฤษพยายามเรียกร้องให้มีการควบคุมอย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับมาตรการจำกัดการเทโอเวอร์ลักษณะนี้ที่พรีเมียร์ลีกเพิ่งโหวตผ่านไปเมื่อปี 2023

corporate seminar meeting room presentation

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ในส่วนของงบประมาณค่าจ้างนักเตะ ปี 2025 แมนยูเคยมีฐานเงินเดือนสูงเป็นอันดับ 5 ในพรีเมียร์ลีกที่ 313 ล้านปอนด์ ก่อนจะลดลงเหลือ 302 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2025-26 เนื่องจากไม่มีโปรแกรมฟุตบอลยุโรป โดยมีอัตราส่วนค่าจ้างต่อรายได้อยู่ที่ 45% ซึ่งถือว่าดีที่สุดในลีกฤดูกาลที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ ทีมใช้เงินไป 148 ล้านปอนด์และทำเงินจากการขายผู้เล่นได้ 47 ล้านปอนด์ รั้งอันดับ 11 ของลีกในแง่รายได้จากการขาย

ที่มา: BBC Sport

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้